วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

Steve Jobs by Walter Isaacson, มือ 2 used book


รีวิว: หนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.khajochi.com

 

มือ 2 ราคา 700.00 บาท รวมส่งพัสดุลงทะเบียนจากเชียงใหม่
ติดต่อ พงศ์ศักดิ์ 081 617 2116 หรือ 
E-mail:  neomart@gmail.com
โอนเงินผ่านธนาคาร ในนาม พงศ์ศักดิ์ และ 
EMS การโอนที่ 081 617 2116


กรุงเทพ 252 441 0442
กสิกร 103 292 7676

สตีฟ จ็อบส์ เป็นมนุษย์ลึกลับ ในระดับที่เข้าใจได้ยาก นอกจากจะเป็นซีอีโอที่ดังที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว เราก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจ็อบส์อีกเลย สิ่งที่หนังสือหลายสิบเล่มอธิบายเกี่ยวกับประวัติของเขา ความคิดของเขา ล้วนแล้วแต่เอามาจากการสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ เพราะนอกจากงาน WWDC, Macworld, Time, Newsweek, AllThingD และ สุนทรพจน์ที่ Stanford แล้ว เราก็ไม่เคยได้เห็นจ็อบส์ในสื่ออื่นอีกเลย

จ็อบส์เป็นคนเก็บตัวขนาดไหน ก็สะท้อนมาที่บริษัทของเขา คือแอปเปิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการเก็บความลับมาโดยตลอด แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็มีหนังสือที่กลายเป็นเหมือนมรดกสุดท้ายที่จ็อบส์ฝากเอาไว้ก่อนตาย หนังสือเล่มเดียวที่เราจะได้ฟังทุกเรื่องในชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ จากปากของเขาเอง



ที่มาของหนังสือ

ผู้ชายที่ไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมาตลอด 56 ปีที่มีชีวิต อยู่ดีๆ จะมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก (และเล่มเดียว) ทำไม ?

หนึ่งเลยคือจ็อบส์รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย และสองคือเค้าอยากบันทึกความเป็นตัวตนของเขาให้กับลูกๆ ได้รับรู้ ว่าจริงๆ แล้วพ่อของเขาเป็นคนยังไง แบบเดียวกับที่ศาสตราจารย์แรนดี เพาช์เจ้าของหนังสือ The Last Lecture ทำไว้ (ซึ่งบังเอิญว่าทั้งสองคนตายด้วยโรคเดียวกัน)

จ็อบส์ติดต่อกับ Walter Isaacson เพื่อให้มาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเขาเองมานานหลายปี ซึ่ง Isaacson ก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนวันนึงที่จ็อบส์ล้มป่วยลง และภรรยาของเขาก็บอกว่า "ถ้าคุณยังอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเขาแล้วล่ะก็ คุณควรจะรีบทำได้แล้ว"




หนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรบ้าง ?

  • จ็อบส์เองก็ใจกว้างพอที่จะเปิดเผยทุกเรื่องแบบหมดเปลือกจริงๆ รวมทั้งไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหนังสือเล่มนี้ ไม่แม้แต่จะขออ่านรีวิวก่อนตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกประหลาดมากสำหรับคนที่ใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้
  • Issacson เก่งมากในการสัมภาษณ์บุคคล และกล่อมให้เขายอมพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เช่นการที่ Johny Ive ยอมบอกว่าเขารู้สึกแย่ที่จ็อบส์ขโมยเครดิตหลายอย่างไปเป็นของตัวเอง
  • นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สิทธิ์พิเศษในการขอเข้าสัมภาษณ์ตัวละครสำคัญ เช่น
    • คนสำคัญอย่าง บิลเกตส์, Paul Otellini ซีอีโออินเทล, Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล
    • คนในครอบครัว, Chrisann Brennan อดีตภรรยา, Lisa ลูกสาวนอกสมรสคนแรก หรือแม้แต่ Jandali พ่อที่แท้จริงของจ็อบส์
    • ทีมงานในบริษัทแอปเปิล ไล่ตั้งแต่ Tim Cook, Johny Ive ไปจนถึงอดีตพนักงานหลายคน
    • และตัวสตีฟ จ็อบส์เอง แม้ในยามที่ป่วยใกล้ตาย
  • ในบางช่วง หนังสือก็ฉลาดพอที่จะไม่เรียบเรียงคำพูดของจ็อบส์ แต่กลับถอดเทปนำสิ่งที่จ็อบส์พูดออกมาทั้งดุ้นเลย
  • มันไม่ใช่หนังสือประวัติของบุคคล แต่ยังรวบรวมเหตุการณ์ ที่มาที่ไป ความขัดแย้ง เบื้องลึกเบื้องหลังของ iPhone, iPod, iPad, Pixar ฯลฯ
  • จากที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์แทบทุกเล่มที่มี ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้จักจ็อบส์เป็นอย่างดีแล้ว แต่หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า ที่เคยคิดว่ารู้ มันแค่ 30% เท่านั้น





บริหารงานแบบสตีฟ จ็อบส์

  • ถ้าคุณเคยเห็นรูปผังองค์กรของแอปเปิลที่มีคนแซวว่าแอปเปิลบริหารงานแบบมีจ็อบส์อยู่ตรงกลางคนเดียวทั้งบริษัท .. นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเลียน แต่เป็นความจริง
  • จ็อบส์เข้าไปดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบริษัท ไล่ตั้งแต่ออกไอเดียในสินค้า การขนส่ง กล่องใส่สินค้า พนักงานขาย ไปจนถึงวัสดุที่ทำประตูใน Apple Store
  • จะมี CEO คนไหนที่ออกแบบบันไดในร้านขายของตัวเอง
  • คุณไม่สามารถบริหารงานแบบจ็อบส์ได้ ที่จ็อบส์ทำได้เพราะเขาเป็นอัจฉริยะ (ต้องใช้คำนี้จริงๆ) และ 90% ของสิ่งที่เขาตัดสินใจมักจะถูก
  • ความสามารถพิเศษจริงๆ ของจ็อบส์คือการพูด ที่กล่อมคนให้เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อได้ จนบางดีลก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
    • กล่อม 5 ค่ายเพลงใหญ่ให้มาขายเพลงที่ iTunes Store ได้
    • ปลุกใจทีมงานให้ยอมทิ้งโปรเจ็คไอโฟนที่ทำมาเกือบปีลง แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศุนย์อีกครั้ง
    • โน้มน้าวจนบอร์ดบริหารจนยอมสร้างร้าน Apple Store ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเจ๊งหรือเปล่า







ตัวตนของสตีฟ จ็อบส์

  • จ็อบส์เป็นคนพื้นเพไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมแต่เด็ก 
  • เป็นคนปากเสียมาก ด่าเจ็บ ไม่ยอมใคร ขี้งก กวนตีน แค้นฝังใจเจ็บ ขี้โมโห เอาแต่ใจ ทั้งเล่มจะได้เจอแต่ Fuck กับ Shit
  • แต่ก็เป็นคนที่เอาความรักเข้ามาโยงกับงานอย่างมาก ใส่ใจในทุกรายละเอียด ลึกจนถึงขั้นบินไปเลือกไม้ที่จะมาทำโต๊ะในร้าน Apple Store ด้วยตัวเอง
  • เคยทำผิดมามากมาย ถึงจะไม่ยอมรับสิ่งที่ผิดในช่วงแรก แต่ก็มักจะกลับมานั่งคิดแล้วก็ยอมรับว่าตัวเองผิดในภายหลัง
  • รักครอบครัวมาก หวงความเป็นส่วนตัวของภรรยาและลูกๆ จนไม่น่าเชื่อ
  • รักความเรียบง่าย เชื่อในศาสตร์แห่งเซน ถึงขนาดสั่งลื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อให้ปุ่มเปิดปิดประตู มีแค่ปุ่มเดียว ไม่ใช่สองปุ่ม
  • อินกับสิ่งทีทำมาก ถึงกับร้องไห้ออกมาตอนที่รู้ว่า iMac เครื่องแรกมีถาดใส่ CD (ซึ่งเขาไม่อยากให้มี), ร้องไห้กับโฆษณา Think Different, ร้องไห้กับชีวิตในอดีตของตัวเอง



สรุป

Steve Jobs by Walter Isaacson เป็นหนังสือที่ควรอ่าน ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบไอที (แมค, ไอโฟน, ไอแพด), ดนตรี (ไอพอด, ไอทูน), ภาพยนตร์ (พิกซาร์) หรือไม่ก็ตามที สิ่งที่คุณจะได้มากกว่านั้นคือความทุ่มเททั้งตัวและใจให้กับงาน ความเชื่ออย่างสุดใจในสิ่งที่ทำ ธุรกิจ ความขัดแย้ง ความฉลาดสุดล้ำ และความโง่อย่างไม่น่าเชื่อของชายคนที่เหมาะกับคำว่า Visionary มากที่สุดในยุคนี้ .. สตีฟ จ็อบส์






:: รวม Note ที่จดไว้ระหว่างอ่านหนังสือ Steve Jobs ::


กำเนิดไอโฟน - จากหนังสือ Steve Jobs

โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือบทที่ 36 - the iPhone

เลือกอ่านบทนี้ก่อนเลยเพราะผมอ่านอดีตของจ๊อบส์มาจนเอียนแล้ว แต่อยากรู้เบื้องหลังสินค้าที่ทำให้แอปเปิลรวยที่สุดในโลกได้ (ก่อนมีไอโฟนนี่แอปเปิลเงินน้อยนะ)


  • ปี 2005 iPod ขายดีโคตร แต่จ็อบส์เริ่มกลัวเพราะรายได้ 45% มาจาก iPod + iTunes เขามองไว้แล้วว่าวันนึงโทรศัพท์ทุกเครื่องจะมาแทน iPod
  • ไปร่วมมือทำมือถือกับ Motorola สุดท้ายได้รุ่น RAZR ออกมา และห่วยระเบิด เพราะแอปเปิลไม่ได้ทำ HW เอง ทำแค่ iTunes .. "I'm sick of dealing with these stupid companies like Motorola"
  • คืนหนึ่ง วิศวกรของไมโครซอฟท์ฉลองวันเกิดครบ 50 ปี พอดีสนิทกับภรรยาของจ็อบส์ ก็เลยชวนจ็อบส์และบิลเกตส์ก็มางานด้วย ปรากฏเฮียแกโชว์ Microsoft Tablet PC มากไปหน่อยจนจ็อบส์รำคาญ เช้าวันต่อมาเลยไปที่ออฟฟิศและบอกทีมงานว่า "เราจะทำแท็บเล็ต !!"
  • ในตอนนั้น (2005) แอปเปิลเลยมีโครงการลับ 2 อัน 1. iPhone ที่ใช้ Click Wheel กับ 2. Tablet ที่ใช้จอ Multi-Touch
  • ทีมงานพบว่าการเอา Click Wheel มาใช้กับโทรศัพท์นี่เป็นไอเดียที่แย่มาก โดยเฉพาะตอนจะโทรออกแบบกดทีละเบอร์ 
  • Jony Ive มองออกว่า Multi-Touch เป็นทางออก เลยค่อยๆ ทำอุปกรณ์ตัวอย่างจนเกือบเสร็จแล้วไปโชว์ให้จ็อบส์ดู มันดูดีมากจนจ็อบส์บอกว่า "This is the future"
  • จ็อบส์สั่งหยุดโครงการแท็บเล็ตไปก่อน แล้วเดินหน้าไอโฟนเต็มร้อย
  • แต่โครงการ iPhone Click Wheel ก็ยังคงทำต่อไป ตอนนี้เลยทำสองไอโฟนคู่กันคือ Click Wheel กับ Multi-Touch (codename P1 และ P2)
  • แอปเปิลไปแอบซื้อบริษัท FingerWorks เงียบๆ เพราะบริษัทนี้แหล่ะที่มีสิทธิบัตร Multi-Touch อยู่ (และก็ใช้ฟ้องชาวบ้านอยู่ตอนนี้)
  • 6 เดือนผ่านไป ทุกคนลงความเห็นว่า Click Wheel ไม่เวิร์ค ตอนนี้เลยเหลือแค่ไอโฟน Multi-Touch ที่เดินหน้าเต็มสูบ
  • ปัญหาหลักคือจ็อบส์เกลียดพลาสติก และอยากได้จอที่เป็นกระจก เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า (สมัยนั้นจอโทรศัพท์หรือแม้แต่ iPod เป็นพลาสติกหมด)
  • จ็อบส์ใช้เส้นสายจนไปได้บริษัท Corning Glass ใน NY หาวิธีทำกระจกแบบพิเศษให้จนสำเร็จ เรียกกันว่า "Gorilla Glass"
  • ปี 2006 ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนเกือบเสร็จ กว่า 9 เดือนของโครงการนี้ แต่เช้าวันนึงจ็อบส์ก็เดินมาบอก Ive ว่า เขานอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะในที่สุดก็รู้สึกได้ว่ามันยังไม่ใช่ดีไซน์ที่ถูกต้อง และต้องการยกเลิกสิ่งที่ทำมา 9 เดือนและเริ่มใหม่หมด
  • ดีไซน์แรกของไอโฟน คือมีเคสเป็นอะลูมิเนียมแต่มีขนาดใหญ่คลุมมาถึงหน้าเครื่อง และจอมีขนาดเล็กเกินไป (หนังสือไม่ได้มีรูปให้ดู)
  • จ็อบส์โชว์เทพปลุกใจทีมงานทุกคนว่า "We're all going to work nights and weekend", "It was one of my prodest moment at Apple"
  • จ็อบส์เข้าไปดูทุกอย่าง และเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการใช้ sensor เปิดปิดเครื่องเวลาเอาแนบหู, แบตที่เปลี่ยนไม่ได้, กดลากเพื่อเปิดล็อก (Swipe to Open)
  • ในที่สุดไอโฟนก็ได้เปิดตัวในงาน Macworld ปี 2007 จ็อบส์เชิญทีมงานทุกคนที่เคยทำ Macintosh เมื่อปี 1984 มาด้วย รวมทั้ง Steve Wozniak
  • ปัจจุบันไอโฟนเป็นมือถือที่ขายดีที่สุดในโลก ทำกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโทรศัพท์ทุกยี่ฮ้อรวมกัน




ดราม่า A Bug's Life vs Antz


โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือ Steve Jobs บทที่ 33 Pixar's Friend

เมื่อปี 1994 ผมจำได้ว่าหลังจากที่การ์ตูนเรื่อง Toy Story เข้าฉาย ตอนนั้นก็ตื่นเต้นกับการได้ดูการ์ตูนแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์มาก และเฝ้ารอดูเรื่องต่อมา ซึ่งต่อมาไม่นานก็มีหนังการ์ตูนเข้าพร้อมๆ กันถึง 2 เรื่อง คือ Antz และ A Bug's Life

ความรู้สึกแปลกใจตะหงิดๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์เข้าพร้อมกัน แถมเนื้อเรื่องคล้ายกันคือเกี่ยวกับมดและแมลงได้ล่ะหว่า แต่ก็ช่างเถอะ ดูมันทั้ง 2 เรื่องเลยละกัน

13 ปีต่อมา หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson ก็ได้ถึงบางอ้อว่า จริงๆ แล้วมันมีความดราม่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง จนไม่น่าเชื่อว่าอะไรมันจะซับซ้อนขนาดนี้(วะ)เนี่ย

  • John Lasseter หลังจากที่สร้าง Toy Story เสร็จแล้ว ก็มีไอเดียที่เขาคิดอยากจะสร้างมานาน คือการ์ตูนที่เกี่ยวกับมดและแมลง เพราะมันไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน Jeffrey Katzenberg โปรดิวเซอร์ชื่อดังของดิสนีย์ (Disney) แต่มีปัญหากับผู้บริหาร จนสุดท้ายโดนขับไล่ออกมาในปี 1994
  • Katzenberg แค้นดิสนีย์มาก จนต้องมาจับมือกับ Steven Spielberg สร้างค่ายหนังดรีมเวิร์คส์ (Dream Works) และหนังเรื่องแรกของค่ายคือการ์ตูน The Prince of Egypt เพื่อกลับมาล้างแค้นดิสนีย์เจ้าพ่อการ์ตูนในเวลานั้น
  • Lasseter มีความสนิทสนมกับ Katzenberg อยู่พอสมควร วันหนึ่งทั้งคู่ได้มาพบกัน และก็ถามไถ่โครงการที่กำลังสร้างกันอยู่ ซึ่ง Lasseter ก็เล่าไอเดียเกี่ยวกับ A Bug's Life ออกไปแบบไม่ได้คิดอะไร
  • 2 ปีต่อมา Lasseter แอบได้ยินข่าวลือที่ว่าดรีมเวิร์คส์กำลังซุ่มทำแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์ โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับมดและแมลง
  • Lasseter โกรธมาก โทรไปด่า Katzenberg จนเสียหมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องมาถึงหูสตีฟ จ็อบส์ซึ่งแน่นอนตามไล่ด่าพ่อ Katzenberg อยู่นาน จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ มีที่มาจากตัวละครที่ชื่อดิสนีย์
  • คือเมื่อดิสนีย์ได้ยินว่าดรีมเวิร์คส์จะทำการ์ตูน Prince of Egypt ออกมาเพื่อล้างแค้นตน จึงออกอุบายเด็ด โดยการจัดให้การ์ตูน A Bug's Life ของ Pixar ไปกำหนดฉายชนกัน เข้าโรงวันเดียวกันซะเลย เพื่อไม่ให้ดรีมเวิร์คส์ได้ผุดได้เกิด (ซึ่งตามปกติแล้วหนังประเภทการ์ตูนจะเลี่ยงไม่เข้าโรงพร้อมกัน)
  • พอเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้ Katzenberg ต้องหันมาสร้าง Antz ขึ้นมาตัดขา Pixar และดิสนีย์อีกรอบ ด้วยการทำการ์ตูนที่เนื้อเรื่องคล้ายกัน สร้างจากคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ออกมาฉายก่อน A Bug's Life เพียงแค่ 1 เดือน
  • Katzenberg ให้เงื่อนไขกับสตีฟจ็อบส์ว่า เขาสามารถหยุดโครงการ Antz ได้ ถ้าจ็อบส์ยอมไปสั่งให้ดิสนีย์เลื่อนวันฉาย A Bug's Life ออกไปไม่ให้ชนโรงกับ Prince of Egypt (คือเอาหนังมาเป็นเครื่องมือต่อรองกันนี่เอง)
  • แน่นอนว่าคนอย่างจ็อบส์เหรอจะยอมกับเรื่องแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครยอมใคร หนังทั้ง 3 เรื่องเลยเข้าโรงชนกันสะบั้นหั่นแหลก
  • ใครชนะ ? สมัยนั้นออสการ์ยังไม่มีรางวัลสำหรับการ์ตูนแอนิเมชัน ก็คงต้องตัดสินกันที่รายได้แทน
    • Antz : $171.8 ล้านเหรียญ
    • Prince of Egypt : $218.6 ล้านเหรียญ
    • A Bug's Life : $363.3 ล้านเหรียญ
ดราม่าเอย จงซับซ้อนขึ้นไปอีก ...



สตีฟ จ็อบส์ เป็นมนุษย์ลึกลับ ในระดับที่เข้าใจได้ยาก นอกจากจะเป็นซีอีโอที่ดังที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว เราก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจ็อบส์อีกเลย สิ่งที่หนังสือหลายสิบเล่มอธิบายเกี่ยวกับประวัติของเขา ความคิดของเขา ล้วนแล้วแต่เอามาจากการสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ เพราะนอกจากงาน WWDC, Macworld, Time, Newsweek, AllThingD และ สุนทรพจน์ที่ Stanford แล้ว เราก็ไม่เคยได้เห็นจ็อบส์ในสื่ออื่นอีกเลย

จ็อบส์เป็นคนเก็บตัวขนาดไหน ก็สะท้อนมาที่บริษัทของเขา คือแอปเปิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการเก็บความลับมาโดยตลอด แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็มีหนังสือที่กลายเป็นเหมือนมรดกสุดท้ายที่จ็อบส์ฝากเอาไว้ก่อนตาย หนังสือเล่มเดียวที่เราจะได้ฟังทุกเรื่องในชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ จากปากของเขาเอง



ที่มาของหนังสือ

ผู้ชายที่ไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมาตลอด 56 ปีที่มีชีวิต อยู่ดีๆ จะมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก (และเล่มเดียว) ทำไม ?

หนึ่งเลยคือจ็อบส์รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย และสองคือเค้าอยากบันทึกความเป็นตัวตนของเขาให้กับลูกๆ ได้รับรู้ ว่าจริงๆ แล้วพ่อของเขาเป็นคนยังไง แบบเดียวกับที่ศาสตราจารย์แรนดี เพาช์เจ้าของหนังสือ The Last Lecture ทำไว้ (ซึ่งบังเอิญว่าทั้งสองคนตายด้วยโรคเดียวกัน)

จ็อบส์ติดต่อกับ Walter Isaacson เพื่อให้มาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเขาเองมานานหลายปี ซึ่ง Isaacson ก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนวันนึงที่จ็อบส์ล้มป่วยลง และภรรยาของเขาก็บอกว่า "ถ้าคุณยังอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเขาแล้วล่ะก็ คุณควรจะรีบทำได้แล้ว"



[Spoil]
หนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรบ้าง ?

  • จ็อบส์เองก็ใจกว้างพอที่จะเปิดเผยทุกเรื่องแบบหมดเปลือกจริงๆ รวมทั้งไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหนังสือเล่มนี้ ไม่แม้แต่จะขออ่านรีวิวก่อนตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกประหลาดมากสำหรับคนที่ใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้
  • Issacson เก่งมากในการสัมภาษณ์บุคคล และกล่อมให้เขายอมพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เช่นการที่ Johny Ive ยอมบอกว่าเขารู้สึกแย่ที่จ็อบส์ขโมยเครดิตหลายอย่างไปเป็นของตัวเอง
  • นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สิทธิ์พิเศษในการขอเข้าสัมภาษณ์ตัวละครสำคัญ เช่น
    • คนสำคัญอย่าง บิลเกตส์, Paul Otellini ซีอีโออินเทล, Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล
    • คนในครอบครัว, Chrisann Brennan อดีตภรรยา, Lisa ลูกสาวนอกสมรสคนแรก หรือแม้แต่ Jandali พ่อที่แท้จริงของจ็อบส์
    • ทีมงานในบริษัทแอปเปิล ไล่ตั้งแต่ Tim Cook, Johny Ive ไปจนถึงอดีตพนักงานหลายคน
    • และตัวสตีฟ จ็อบส์เอง แม้ในยามที่ป่วยใกล้ตาย
  • ในบางช่วง หนังสือก็ฉลาดพอที่จะไม่เรียบเรียงคำพูดของจ็อบส์ แต่กลับถอดเทปนำสิ่งที่จ็อบส์พูดออกมาทั้งดุ้นเลย
  • มันไม่ใช่หนังสือประวัติของบุคคล แต่ยังรวบรวมเหตุการณ์ ที่มาที่ไป ความขัดแย้ง เบื้องลึกเบื้องหลังของ iPhone, iPod, iPad, Pixar ฯลฯ
  • จากที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์แทบทุกเล่มที่มี ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้จักจ็อบส์เป็นอย่างดีแล้ว แต่หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า ที่เคยคิดว่ารู้ มันแค่ 30% เท่านั้น





บริหารงานแบบสตีฟ จ็อบส์

  • ถ้าคุณเคยเห็นรูปผังองค์กรของแอปเปิลที่มีคนแซวว่าแอปเปิลบริหารงานแบบมีจ็อบส์อยู่ตรงกลางคนเดียวทั้งบริษัท .. นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเลียน แต่เป็นความจริง
  • จ็อบส์เข้าไปดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบริษัท ไล่ตั้งแต่ออกไอเดียในสินค้า การขนส่ง กล่องใส่สินค้า พนักงานขาย ไปจนถึงวัสดุที่ทำประตูใน Apple Store
  • จะมี CEO คนไหนที่ออกแบบบันไดในร้านขายของตัวเอง
  • คุณไม่สามารถบริหารงานแบบจ็อบส์ได้ ที่จ็อบส์ทำได้เพราะเขาเป็นอัจฉริยะ (ต้องใช้คำนี้จริงๆ) และ 90% ของสิ่งที่เขาตัดสินใจมักจะถูก
  • ความสามารถพิเศษจริงๆ ของจ็อบส์คือการพูด ที่กล่อมคนให้เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อได้ จนบางดีลก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
    • กล่อม 5 ค่ายเพลงใหญ่ให้มาขายเพลงที่ iTunes Store ได้
    • ปลุกใจทีมงานให้ยอมทิ้งโปรเจ็คไอโฟนที่ทำมาเกือบปีลง แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศุนย์อีกครั้ง
    • โน้มน้าวจนบอร์ดบริหารจนยอมสร้างร้าน Apple Store ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเจ๊งหรือเปล่า







ตัวตนของสตีฟ จ็อบส์

  • จ็อบส์เป็นคนพื้นเพไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมแต่เด็ก 
  • เป็นคนปากเสียมาก ด่าเจ็บ ไม่ยอมใคร ขี้งก กวนตีน แค้นฝังใจเจ็บ ขี้โมโห เอาแต่ใจ ทั้งเล่มจะได้เจอแต่ Fuck กับ Shit
  • แต่ก็เป็นคนที่เอาความรักเข้ามาโยงกับงานอย่างมาก ใส่ใจในทุกรายละเอียด ลึกจนถึงขั้นบินไปเลือกไม้ที่จะมาทำโต๊ะในร้าน Apple Store ด้วยตัวเอง
  • เคยทำผิดมามากมาย ถึงจะไม่ยอมรับสิ่งที่ผิดในช่วงแรก แต่ก็มักจะกลับมานั่งคิดแล้วก็ยอมรับว่าตัวเองผิดในภายหลัง
  • รักครอบครัวมาก หวงความเป็นส่วนตัวของภรรยาและลูกๆ จนไม่น่าเชื่อ
  • รักความเรียบง่าย เชื่อในศาสตร์แห่งเซน ถึงขนาดสั่งลื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อให้ปุ่มเปิดปิดประตู มีแค่ปุ่มเดียว ไม่ใช่สองปุ่ม
  • อินกับสิ่งทีทำมาก ถึงกับร้องไห้ออกมาตอนที่รู้ว่า iMac เครื่องแรกมีถาดใส่ CD (ซึ่งเขาไม่อยากให้มี), ร้องไห้กับโฆษณา Think Different, ร้องไห้กับชีวิตในอดีตของตัวเอง



สรุป

Steve Jobs by Walter Isaacson เป็นหนังสือที่ควรอ่าน ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบไอที (แมค, ไอโฟน, ไอแพด), ดนตรี (ไอพอด, ไอทูน), ภาพยนตร์ (พิกซาร์) หรือไม่ก็ตามที สิ่งที่คุณจะได้มากกว่านั้นคือความทุ่มเททั้งตัวและใจให้กับงาน ความเชื่ออย่างสุดใจในสิ่งที่ทำ ธุรกิจ ความขัดแย้ง ความฉลาดสุดล้ำ และความโง่อย่างไม่น่าเชื่อของชายคนที่เหมาะกับคำว่า Visionary มากที่สุดในยุคนี้ .. สตีฟ จ็อบส์






:: รวม Note ที่จดไว้ระหว่างอ่านหนังสือ Steve Jobs ::


กำเนิดไอโฟน - จากหนังสือ Steve Jobs

โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือบทที่ 36 - the iPhone

เลือกอ่านบทนี้ก่อนเลยเพราะผมอ่านอดีตของจ๊อบส์มาจนเอียนแล้ว แต่อยากรู้เบื้องหลังสินค้าที่ทำให้แอปเปิลรวยที่สุดในโลกได้ (ก่อนมีไอโฟนนี่แอปเปิลเงินน้อยนะ)


  • ปี 2005 iPod ขายดีโคตร แต่จ็อบส์เริ่มกลัวเพราะรายได้ 45% มาจาก iPod + iTunes เขามองไว้แล้วว่าวันนึงโทรศัพท์ทุกเครื่องจะมาแทน iPod
  • ไปร่วมมือทำมือถือกับ Motorola สุดท้ายได้รุ่น RAZR ออกมา และห่วยระเบิด เพราะแอปเปิลไม่ได้ทำ HW เอง ทำแค่ iTunes .. "I'm sick of dealing with these stupid companies like Motorola"
  • คืนหนึ่ง วิศวกรของไมโครซอฟท์ฉลองวันเกิดครบ 50 ปี พอดีสนิทกับภรรยาของจ็อบส์ ก็เลยชวนจ็อบส์และบิลเกตส์ก็มางานด้วย ปรากฏเฮียแกโชว์ Microsoft Tablet PC มากไปหน่อยจนจ็อบส์รำคาญ เช้าวันต่อมาเลยไปที่ออฟฟิศและบอกทีมงานว่า "เราจะทำแท็บเล็ต !!"
  • ในตอนนั้น (2005) แอปเปิลเลยมีโครงการลับ 2 อัน 1. iPhone ที่ใช้ Click Wheel กับ 2. Tablet ที่ใช้จอ Multi-Touch
  • ทีมงานพบว่าการเอา Click Wheel มาใช้กับโทรศัพท์นี่เป็นไอเดียที่แย่มาก โดยเฉพาะตอนจะโทรออกแบบกดทีละเบอร์ 
  • Jony Ive มองออกว่า Multi-Touch เป็นทางออก เลยค่อยๆ ทำอุปกรณ์ตัวอย่างจนเกือบเสร็จแล้วไปโชว์ให้จ็อบส์ดู มันดูดีมากจนจ็อบส์บอกว่า "This is the future"
  • จ็อบส์สั่งหยุดโครงการแท็บเล็ตไปก่อน แล้วเดินหน้าไอโฟนเต็มร้อย
  • แต่โครงการ iPhone Click Wheel ก็ยังคงทำต่อไป ตอนนี้เลยทำสองไอโฟนคู่กันคือ Click Wheel กับ Multi-Touch (codename P1 และ P2)
  • แอปเปิลไปแอบซื้อบริษัท FingerWorks เงียบๆ เพราะบริษัทนี้แหล่ะที่มีสิทธิบัตร Multi-Touch อยู่ (และก็ใช้ฟ้องชาวบ้านอยู่ตอนนี้)
  • 6 เดือนผ่านไป ทุกคนลงความเห็นว่า Click Wheel ไม่เวิร์ค ตอนนี้เลยเหลือแค่ไอโฟน Multi-Touch ที่เดินหน้าเต็มสูบ
  • ปัญหาหลักคือจ็อบส์เกลียดพลาสติก และอยากได้จอที่เป็นกระจก เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า (สมัยนั้นจอโทรศัพท์หรือแม้แต่ iPod เป็นพลาสติกหมด)
  • จ็อบส์ใช้เส้นสายจนไปได้บริษัท Corning Glass ใน NY หาวิธีทำกระจกแบบพิเศษให้จนสำเร็จ เรียกกันว่า "Gorilla Glass"
  • ปี 2006 ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนเกือบเสร็จ กว่า 9 เดือนของโครงการนี้ แต่เช้าวันนึงจ็อบส์ก็เดินมาบอก Ive ว่า เขานอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะในที่สุดก็รู้สึกได้ว่ามันยังไม่ใช่ดีไซน์ที่ถูกต้อง และต้องการยกเลิกสิ่งที่ทำมา 9 เดือนและเริ่มใหม่หมด
  • ดีไซน์แรกของไอโฟน คือมีเคสเป็นอะลูมิเนียมแต่มีขนาดใหญ่คลุมมาถึงหน้าเครื่อง และจอมีขนาดเล็กเกินไป (หนังสือไม่ได้มีรูปให้ดู)
  • จ็อบส์โชว์เทพปลุกใจทีมงานทุกคนว่า "We're all going to work nights and weekend", "It was one of my prodest moment at Apple"
  • จ็อบส์เข้าไปดูทุกอย่าง และเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการใช้ sensor เปิดปิดเครื่องเวลาเอาแนบหู, แบตที่เปลี่ยนไม่ได้, กดลากเพื่อเปิดล็อก (Swipe to Open)
  • ในที่สุดไอโฟนก็ได้เปิดตัวในงาน Macworld ปี 2007 จ็อบส์เชิญทีมงานทุกคนที่เคยทำ Macintosh เมื่อปี 1984 มาด้วย รวมทั้ง Steve Wozniak
  • ปัจจุบันไอโฟนเป็นมือถือที่ขายดีที่สุดในโลก ทำกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโทรศัพท์ทุกยี่ฮ้อรวมกัน




ดราม่า A Bug's Life vs Antz


โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือ Steve Jobs บทที่ 33 Pixar's Friend

เมื่อปี 1994 ผมจำได้ว่าหลังจากที่การ์ตูนเรื่อง Toy Story เข้าฉาย ตอนนั้นก็ตื่นเต้นกับการได้ดูการ์ตูนแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์มาก และเฝ้ารอดูเรื่องต่อมา ซึ่งต่อมาไม่นานก็มีหนังการ์ตูนเข้าพร้อมๆ กันถึง 2 เรื่อง คือ Antz และ A Bug's Life

ความรู้สึกแปลกใจตะหงิดๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์เข้าพร้อมกัน แถมเนื้อเรื่องคล้ายกันคือเกี่ยวกับมดและแมลงได้ล่ะหว่า แต่ก็ช่างเถอะ ดูมันทั้ง 2 เรื่องเลยละกัน

13 ปีต่อมา หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson ก็ได้ถึงบางอ้อว่า จริงๆ แล้วมันมีความดราม่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง จนไม่น่าเชื่อว่าอะไรมันจะซับซ้อนขนาดนี้(วะ)เนี่ย

  • John Lasseter หลังจากที่สร้าง Toy Story เสร็จแล้ว ก็มีไอเดียที่เขาคิดอยากจะสร้างมานาน คือการ์ตูนที่เกี่ยวกับมดและแมลง เพราะมันไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน Jeffrey Katzenberg โปรดิวเซอร์ชื่อดังของดิสนีย์ (Disney) แต่มีปัญหากับผู้บริหาร จนสุดท้ายโดนขับไล่ออกมาในปี 1994
  • Katzenberg แค้นดิสนีย์มาก จนต้องมาจับมือกับ Steven Spielberg สร้างค่ายหนังดรีมเวิร์คส์ (Dream Works) และหนังเรื่องแรกของค่ายคือการ์ตูน The Prince of Egypt เพื่อกลับมาล้างแค้นดิสนีย์เจ้าพ่อการ์ตูนในเวลานั้น
  • Lasseter มีความสนิทสนมกับ Katzenberg อยู่พอสมควร วันหนึ่งทั้งคู่ได้มาพบกัน และก็ถามไถ่โครงการที่กำลังสร้างกันอยู่ ซึ่ง Lasseter ก็เล่าไอเดียเกี่ยวกับ A Bug's Life ออกไปแบบไม่ได้คิดอะไร
  • 2 ปีต่อมา Lasseter แอบได้ยินข่าวลือที่ว่าดรีมเวิร์คส์กำลังซุ่มทำแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์ โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับมดและแมลง
  • Lasseter โกรธมาก โทรไปด่า Katzenberg จนเสียหมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องมาถึงหูสตีฟ จ็อบส์ซึ่งแน่นอนตามไล่ด่าพ่อ Katzenberg อยู่นาน จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ มีที่มาจากตัวละครที่ชื่อดิสนีย์
  • คือเมื่อดิสนีย์ได้ยินว่าดรีมเวิร์คส์จะทำการ์ตูน Prince of Egypt ออกมาเพื่อล้างแค้นตน จึงออกอุบายเด็ด โดยการจัดให้การ์ตูน A Bug's Life ของ Pixar ไปกำหนดฉายชนกัน เข้าโรงวันเดียวกันซะเลย เพื่อไม่ให้ดรีมเวิร์คส์ได้ผุดได้เกิด (ซึ่งตามปกติแล้วหนังประเภทการ์ตูนจะเลี่ยงไม่เข้าโรงพร้อมกัน)
  • พอเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้ Katzenberg ต้องหันมาสร้าง Antz ขึ้นมาตัดขา Pixar และดิสนีย์อีกรอบ ด้วยการทำการ์ตูนที่เนื้อเรื่องคล้ายกัน สร้างจากคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ออกมาฉายก่อน A Bug's Life เพียงแค่ 1 เดือน
  • Katzenberg ให้เงื่อนไขกับสตีฟจ็อบส์ว่า เขาสามารถหยุดโครงการ Antz ได้ ถ้าจ็อบส์ยอมไปสั่งให้ดิสนีย์เลื่อนวันฉาย A Bug's Life ออกไปไม่ให้ชนโรงกับ Prince of Egypt (คือเอาหนังมาเป็นเครื่องมือต่อรองกันนี่เอง)
  • แน่นอนว่าคนอย่างจ็อบส์เหรอจะยอมกับเรื่องแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครยอมใคร หนังทั้ง 3 เรื่องเลยเข้าโรงชนกันสะบั้นหั่นแหลก
  • ใครชนะ ? สมัยนั้นออสการ์ยังไม่มีรางวัลสำหรับการ์ตูนแอนิเมชัน ก็คงต้องตัดสินกันที่รายได้แทน
    • Antz : $171.8 ล้านเหรียญ
    • Prince of Egypt : $218.6 ล้านเหรียญ
    • A Bug's Life : $363.3 ล้านเหรียญ
ดราม่าเอย จงซับซ้อนขึ้นไปอีก ...

การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)


การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)


การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)

การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล 

(Corporate Income Tax) 

มือ 2 สภาพ 80%

ISBN : 974-7532-21-0
ผู้แต่ง : สมเดช โรจน์คุรีเสถียร
จำนวนหน้า : 1,471 หน้า
(พิมพ์ครั้งที่ 6)
ราคาปก 1,500.00 บาท 


:: รายละเอียดหนังสือ 
หนังสือ  “กลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล”  ได้จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่  6  ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ในการรับรู้รายได้  การวางแผนภาษีรายได้ รายจ่าย การซื้อทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ทำให้กิจการได้รับประโยชน์สูงสุดและประหยัด ภาษีและวิธีการ ขั้นตอน กระบวนการวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ครบถ้วนถึงจะบรรลุเป้าหมายของกิจการ


มือ 2 ราคา 900.00 บาท รวมส่งพัสดุลงทะเบียนจากเชียงใหม่
ติดต่อ พงศ์ศักดิ์ 081 617 2116 หรือ 
E-mail:  neomart@gmail.com
โอนเงินผ่านธนาคาร ในนาม พงศ์ศักดิ์ และ 
EMS การโอนที่ 081 617 2116


กรุงเทพ 252 441 0442
กสิกร 103 292 7676

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

คู่มือแก้ปัญหาการเงิน มือ 2 ขาย 400 รวมส่ง

สั่งโดยทาง Email: neomart@gmail.com
ถึง พงศ์ศักดิ์
ชื่อเรื่อง : คู่มือแก้ปัญหาการเงิน 
ผู้เขียน : คุณชาย กิตติคุณาภรณ์
จำนวน : 957 หน้า
ราคา : 590.00 บาท

          เรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เฉลยความเข้าใจมากมายด้วยกรณีศึกษา ซึ่งชั่วชีวิตในธุรกิจของท่าน... หนังสือเล่มนี้สามารถให้แนวทางปฏิบัติต่อท่านอย่างเพียงพอต่อความสำเร็จ ...มันอาจมีความหมายมากกว่าการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตร MBA ทางการเงิน เพื่อหวังว่าจะเก่งการเงินจากการได้ชื่อว่าเป็นมหาบัณฑิตด้วยซ้ำไป
สารบัญ
ภาคที่ 1 ภาคการวิเคราะห์โครงการและตัดสินใจลงทุน
อย่างนักเศรษฐศาสตร์ (ใครๆ ก็ทำได้)
ภาคที่ 2 ภาคการวิเคราะห์โครงการอย่างนักการเงิน
ภาคที่ 3 ภาคการเขียนแผนธุรกิจ เรื่องการวิเคราะห์โครงการและตัดสินใจลงทุน
ภาคที่ 4 ภาคการบริหารการเงิน / งบการเงิน / อัตราส่วนทางการเงิน
ภาคที่ 5 การสร้างงบการเงินตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543
ฯลฯ

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยวิถีเซียนลงทุน หุ้นห่านทองคำ




AutoGenic สัญจร เชียงใหม่

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 เวลา 09.00-23.00 น.

สถานที่ โรงแรมบีพี เชียงใหม่ ซิตี้ (ใกล้วัดพระสิงห์)

คุณเคยกลัวว่าตัวเองจะไม่ประสบความสำเร์จในชีวิตมั้ย?
คุณจิตนาการภาพความสำเร็จของคุณไม่ออกใช่รึเปล่า?
คุณกำลังลังเลไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสำเร็จเหมือนคนอื่นที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มั้ย?
คุณกำลังรู้สึกว่าคุณไม่เก่งเหมือนคนอื่น...
คุณคิดว่าการหาคนที่คิดเหมือนคุณ มีเป้าหมายใหญ่เหมือนคุณมันช่างยากเย็น...

ขจัดความรู้สึกเหล่านี้ออกไปฃะด้วย Autogenic Training

นี่คือคำตอบ...ของความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง

"สุดยอดยอดคอร์สการโปรแกรมจิตแบบที่คนสำเร็จทุกคนรู้ แต่ไม่เคยบอก"

อบรม วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 เวลา 09.00-23.00 น
รวมค่าอาหาร 2 มื้อ คอฟฟี่เบรก ๅ เบรก

คอร์สมูลค่ามากกว่า 5000 บาท ในราคาพิเศษที่หาไม่ได้อีกแล้ว
ในราคาเพียงท่านละ 1000 บาท เท่านั้น

ปล สำหรับเด็กตั้งแต่ 12-15 ปี ราคาพิเศษ 800 บาท/ท่าน

ด่วนจำนวนจำกัดแค่ 100 ท่านแรกเท่านั้น

โทร คุณพิมพ์สิริ 083 018 9430  คุณธนพนธ์ 090 798 3374

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิธีทำการตลาดบน Facebook (Facebook Marketing)

ในบทความครั้งก่อนๆ ผมได้พูดถึงการ ทำ Social Network Marketing อย่างไรให้ได้ผล? ไปแล้ว ซึ่งสามารถใช้ได้กับ Social Network ทุกที่ แต่สำหรับบทความนี้ ผมจะเจาะประเด็นไปที่ เฟซบุ๊ค (Facebook) แห่งเดียวเลย ซึ่งถ้าพูดถึงการทำการตลาดผ่าน Social Network แล้วล่ะก็ Facebook เป็นเว็บที่มีเครื่องมือในการทำการตลาดที่ทรงพลังมากที่สุดเลยทีเดียวครับ
แต่ก่อนที่จะทำการโปรโมท หรือนำเสนออะไรออกไปบน Facebook ขอให้ศึกษาเครื่องมือต่างๆ ที่ Facebook มีให้สำหรับใช้ทำการตลาดให้ดีก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว อาจจะเป็นผลเสียต่อธุรกิจของเพื่อนๆ เองได้ ซึ่งมีตัวอย่างจากหลายๆ ธุรกิจที่พยายามจะใช้ Facebook ในการหาคน ขายสินค้า หรือขยายเครือข่าย แต่ทำกันแบบผิดวิธีก็มีให้เห็นกันเต็ม Facebook ไปหมด ผมจะแยกให้เห็นวิธีที่ผิด กับวิธีที่ถูกต้องให้ดูนะครับ แล้วจะเห็นว่า มันคนละเรื่องกันเลย เรามาดูวิธีทีผิดก่อนแล้วกัน
การทำตลาดบน Facebook แบบผิดวิธี
********************************************************************************
สุดยอดสัมนาครั้งต่อไป มีนาคม 2013 สนใจโทร คุณพิมพ์สิริ 083 018 9430 

AutoGenic สัญจร เชียงใหม่

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 เวลา 09.00-23.00 น.

สถานที่ โรงแรมบีพี เชียงใหม่ ซิตี้ (ใกล้วัดพระสิงห์)

คุณเคยกลัวว่าตัวเองจะไม่ประสบความสำเร์จในชีวิตมั้ย?
คุณจิตนาการภาพความสำเร็จของคุณไม่ออกใช่รึเปล่า?
คุณกำลังลังเลไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสำเร็จเหมือนคนอื่นที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มั้ย?
คุณกำลังรู้สึกว่าคุณไม่เก่งเหมือนคนอื่น...
คุณคิดว่าการหาคนที่คิดเหมือนคุณ มีเป้าหมายใหญ่เหมือนคุณมันช่างยากเย็น...

ขจัดความรู้สึกเหล่านี้ออกไปฃะด้วย Autogenic Training

นี่คือคำตอบ...ของความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง

"สุดยอดยอดคอร์สการโปรแกรมจิตแบบที่คนสำเร็จทุกคนรู้ แต่ไม่เคยบอก"

อบรม วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2555 เวลา 09.00-23.00 น
รวมค่าอาหาร 2 มื้อ คอฟฟี่เบรก ๅ เบรก

คอร์สมูลค่ามากกว่า 5000 บาท ในราคาพิเศษที่หาไม่ได้อีกแล้ว
ในราคาเพียงท่านละ 1000 บาท เท่านั้น

ปล สำหรับเด็กตั้งแต่ 12-15 ปี ราคาพิเศษ 800 บาท/ท่าน

ด่วนจำนวนจำกัดแค่ 100 ท่านแรกเท่านั้น

โทร คุณพิมพ์สิริ 083 018 9430  คุณธนพนธ์ 090 798 3374

******************************************************************************************************************************

Wall Spam คนกลุ่มนี้จะนำข้อความโปรโมทธุรกิจ/สินค้า ไปโพสโปรโมทบนกระดานข้อความของผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของ... ลองนึกถึงคนที่คุณไม่รู้จักบังเอิญเจอกันริมถนน เดินตรงเข้ามาหาคุณ แล้วยื่นกระปุกอาหารเสริมส่งมาให้คุณ แล้วบอกว่า ซื้อสิ 250 บาทเอง สรรพคุณดีอย่างนั้นอย่างนี้ บลา บลา บลา... สิ่งแรกที่คุณทำคืออะไรครับ?... ถ้าเป็นผม ผมจะถอยออกมาห่างๆ หรือเอี้ยวตัวหลบ แล้วเดินหนีไปเลย เพราะผมไม่ไว้ใจ ไม่รู้ว่ามาดีหรือร้าย ไม่มีการทักทาย ไม่มีการแนะนำตัวว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ๆ มาขายของโดยไม่รู้จักกัน เป็นใครก็หนีล่ะครับ วิธีทำการตลาดแบบนี้ เรียกได้ว่าไม่ฉลาดเอาซะเลย
Tag Spam คนกลุ่มนี้พอจะฉลาดขึ้นมานิดหน่อย เพราะช่วงแรกก็มีคนหลงกลไปเยอะเหมือนกัน คนกลุ่มนี้จะใช้รูปภาพสาวน่ารักๆ บ้าง รูปคนถือเงินบ้าง ถ่ายรูปคู่กับรถหรูบ้าง...ฯลฯ... อัพโหลดขึ้นไปบน Profile ของตน แล้วติด Tag ชื่อเพื่อน (เพื่อนที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้จัก เพราะแอดชื่อไปทั่ว มั่วแหลก) ให้ว่อนไปทั่ว Facebook บางคนถึงกับหารูปภาพโชว์ขาอ่อน โชว์อกอึ๋มกันเลยก็มี... เอ่อ!!... สรุปว่า ขายอะไรกันแน่ครับ? = ='

สองข้อข้างบนนี้ เป็นการทำ SPAM บน Facebook ถ้าคุณเป็นผู้ทำสิ่งเหล่านี้ ภาพสะท้อนของคุณก็จะติดลบทันที ผู้คนจะรำคาญสิ่งที่คุณทำ ไม่พอใจคุณ หรือถึงขั้นโพสด่าคุณกลับไปก็มีให้เห็นกันเยอะแยะนะครับ หรืออาจถึงขั้นนัดท้าตีท้าต่อยกันก็เป็นได้ทั้งนั้น เมื่อคุณสร้างความรำคาญ หรือความโกรธแค้นให้แก่ผู้อื่น ใครเขาอยากจะร่วมธุรกิจ หรือซื้อสินค้ากับคุณล่ะ จริงมั้ยครับ?
*** จำไว้ว่า ภาพลักษณ์ที่เสียหายไปแล้ว มันยากที่จะทำให้ดีได้เหมือนเดิม มันคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ล้มเหลว กรุณาอย่าทำนะครับ ***
และหากคุณโดนติด tag และรำคาญโฆษณาเหล่านี้ ลองดูวิธีการป้องกันง่ายๆ ได้ที่บทความ วิธีป้องกันการแท็กในรูป Facebook ของคุณเอก (EkStepZa) ที่ได้อธิบายไว้อย่างดีเลยล่ะครับ หรือคุณอาจจะบล็อกคนเหล่านั้นไปเลยก็ได้ครับ และแจ้ง Report กลับไปยัง Facebook ว่าภาพเหล่านั้นเป็น Spam ถ้ามีแจ้งไปเยอะๆ เดี๋ยวทาง Facebook เขาก็จะจัดการแบนให้เราเองครับ
แต่ทางป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ตรวจสอบ Profile ก่อนที่จะรับใครเป็นเพื่อนใน Facebook อย่าเห็นแก่ภาพน่ารักๆ แล้วรีับรับเป็นเพื่อน เพราะใครๆ ก็ใส่ภาพพวกนั้นกันได้ทั้งนั้น อาจจะไม่ใช่ภาพของเจ้าของ Profile นั้นก็ได้ครับ
ทีนี้เรามาดู Facebook Marketing แบบถูกวิธีกันดีกว่าครับ

Facebook มีเครื่องมือให้เราเลือกใช้อยู่ 3 ส่วน หลักๆ คือ
Profile เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล มีระบบตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้สูงมาก
Group กลุ่ม คือการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องเดียวกัน หรือร่วมงานกัน
Page คือการสร้างหน้าโปรโมทแบรนด์สินค้า หรือโปรโมทธุรกิจ ที่คุณกำลังทำอยู่ สามารถมองเห็นได้ แม้ไม่ได้ Login (มีความเป็นสาธารณะสูง) กด Like เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวใน Page นั้นๆ (Fan Page)
ทั้ง 3 ส่วนนี้ ดูผิวเผินหน้าตาจะคล้ายๆ กัน จนดูแทบไม่ออก แต่ฟังก์ชั่นการทำงานนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน


Profile

เมื่อคุณสมัคร Facebook ครั้งแรก คุณจะได้โปรไฟล์ส่วนบุคคล (Profile) เป็นชื่อของคุณเอง ส่วนนี้ไม่ใช่ที่สำหรับทำธุรกิจ คุณสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ในระดับที่ลึกมากขนาดว่า ถ้าไม่ใช่เพื่อน จะไม่มีสิทธิ์เห็นข้อมูลของคุณ หรือแม้แต่เพื่อนบางคนก็ยังไม่สามารถมองเห็น หรือโพสกระดานข้อความของคุณได้เลยด้วยซ้ำหากคุณไม่อนุญาต ถ้าคุณจะเข้าไปดู Profile ของใครสักคน คุณต้อง Login Facebook ก่อน และบางทีเขาอาจจะต้องรับ Add Friend จากคุณก่อนด้วยซ้ำครับ คุณจึงจะเห็น Profile ของเขา ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเขาครับ
หากจะนำมาใช้โปรโมทธุรกิจ ก็จะมีข้อจำกัดอยู่มากมาย เพราะมันไม่ใช่เครื่องมือทำธุรกิจครับ เช่น ไม่มีกราฟแสดงสถิติต่างๆ การส่ง Message หาเพื่อนๆ ก็ส่งได้ไม่เกินครั้งละ 20 คน หรือจะติด Tag ชื่อเพื่อนๆ ในรูป ก็ได้ไม่เกิน 50 ชื่อต่อ 1 รูป และในแต่ละ Profile คุณสามารถมีเพื่อนได้แค่ไม่เกิน 5,000 คนครับ (นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้) ซึ่งมันไม่เหมาะในการทำธุรกิจเอาซะเลย... สิ่งเหล่านี้เขามีไว้ให้สำหรับการใช้งานแบบบุคคลปกติครับ
แต่คนไม่ปกติบางคน ก็ใช้วิธีสมัครหลายๆ Profile ครับ แล้วก็นำ Profile เหล่านี้ไปติด tag ชื่อเพื่อนกันเป็นร้อยเป็นพัน โดยการอัพโหลดรูปเดียวกันซ้ำๆ แล้วติด tag รูปละ 50 ชื่อ... ถ้าติด 20 รูป ก็ได้แล้ว 1,000 ชื่อ... แน่นอนครับ คนเห็นเยอะจริง... แต่คนเกลียดคุณก็เยอะขึ้นด้วยไงล่ะ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าทำนะครับ หันมาใช้ของให้ถูกประเภทกันดีกว่า
Profile มีไว้ให้คุณสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนของคุณ จะเอาไว้เล่นเกมส์ก็ได้ และบ่อยครั้งที่ผมรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ผ่านเกมส์บน Facebook และใน Proflie จะสามารถติดตั้ง Application ต่างๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเกมส์สุดฮิตอย่าง FarmVille, Cafe' World, Restaurant City, CityVille, Mafia Wars, FishVille, ฯลฯ... หรือแบบทดสอบ (Quiz) กวนๆ เพื่อสร้างสีสัน เป็นกิจกรรมสร้างความสนุกสนานบน Facebook ให้เราและเพื่อนๆ ได้มีกิจกรรมในสังคมออนไลน์ร่วมกันนั่นเอง เราสามารถใช้ Application ต่างๆ เหล่านี้ในการเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ ได้อย่างดีเลย และยังมี Application ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ หรือเว็บไซต์ต่างๆ อีกมากมาย ลองไปใช้งานกันดูนะครับ


Group

หากคุณมีกลุ่มเพื่อน กลุ่มทีมงานอยู่แล้ว คุณก็สามารถสร้างเป็น Group ขึ้นมาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารเฉพาะกลุ่มนั้นๆ การใช้งาน Group ถ้าเป็นแบบเก่า คุณสามรถส่งข้อความหาสมาชิกในกลุ่มได้ แต่ไม่เกิน 5,000 คน ถ้า Group ของคุณมีสมาชิกคนที่ 5,001 เมื่อไหร่ ฟังก์ชั่นส่งข้อความหาสมาชิกในกลุ่ม จะหายไปทันที
แต่ถ้าเป็น Group แบบใหม่ (เริ่มตั้งแต่ ตุลาคม 2010) จะไม่มีฟังก์ชั่นส่งข้อความหาสมาชิกใน Group แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ มีฟังก์ชั่นแชทกันเป็นกลุ่ม เมื่อมีสมาชิกเข้ามาโพสบนกระดานข้อความของกลุ่ม ระบบจะแจ้งไปยังอีเมล์ของทุกคนในกลุ่มให้รับทราบด้วยครับ
Group อาจจะใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ในทีมงาน หรือเพื่อการนัดสังสรร หรือจัดอบรมให้ความรู้กับทีม หรือให้ข้อมูลอัพเดทบางสิ่งบางอย่างเฉพาะกล่ม คุณยังสามารถตั้งค่าเป็นกลุ่มเปิด หรือกล่มปิดก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมครับ
และใน 1 Profile คุณสามารถสร้างได้หลาย Group ครับ


Page

ถ้าเพื่อนๆ ต้องการจะโปรโมท แบรนด์/ธุรกิจ/สินค้า ออกไปในวงกว้างแล้วล่ะก็ ลองใช้ส่วนที่เป็น Page ในการโปรโมทดูนะครับ เพราะ Page จะมีเครื่องมือในการทำ Marketing อยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น
ใครที่มากด Like ใน Page ของคุณ เราก็เรียกว่าเป็น Fan Page ของคุณ โดยที่คุณสามารถมี Fan Page ได้ไม่จำกัดจำนวน และคุณยังสามารถส่งข้อความอัพเดท สินค้า/บริการ/ข่าวสาร ให้กับ Fan Page ของคุณพร้อมๆ กันได้อีกด้วย
สามารถลงโฆษณา Pay-Per-Click (PPC) ใน Facebook เพื่อให้ผู้คนรู้จัก Page ของคุณ เพื่อเพิ่มปริมาณ Fan Page ได้
Facebook Page สามารถติด Search Engine ได้ ผู้คนสามารถมองเห็นหน้า Page ของคุณได้โดยไม่ต้อง Login เข้า Facebook ซึ่งเหมาะที่จะใช้ในการโปรโมทในวงกว้างสู่สาธารณะ
มีกราฟแสดงสถิติต่างๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ และปรับปรุงการตลาดของคุณให้ดีขึ้น

และแน่นอนว่า ใน 1 Profile คุณสามารถสร้างได้หลาย Page ครับ
ผมอยากจะขอร้องเพื่อนๆ ที่กำลังทำ หรือคิดจะทำ การตลาดบน Facebook ว่า กรุณาอย่าทำแบบผิดวิธีครับ เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ผลแล้ว อาจกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคุณเองเลยก็ได้ครับ เพราะคุณอาจสร้างศัตรูขึ้นมามากมาย แล้วคุณจะอยู่แบบเป็นสุขได้อย่างนั้นหรือ? การทำ Marketing แล้วผู้คนรำคาญ ไม่พอใจ จะเรียกว่าเป็น Marketing ได้อย่างไร ฉะนั้นการทำ Facebook Marketing คุณควรใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน ถ้าคุณใช้ของผิดประเภท ก็จะส่งผลเสียกับธุรกิจของคุณเอง ซึ่งไม่มีใครช่วยคุณได้นะครับ
สุดท้ายนี้ ต้องกล่าวสวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ ทุกคนนะครับ... ปีใหม่ ความคิดใหม่ พฤติกรรมใหม่ ผลลัพธ์ใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้น แล้วพบกันใหม่ ในบทความหน้านะครับ ^_^
Article by: Nattaphon
www.nattaphon.com

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“ธุรกิจไทยก้าวไกลระดับโลกด้วยพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์”

ก้าวสู่ตลาดโลกผ่าน e-Commerce ไม่ใช่เรื่องยาก

ประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ ฟรี 100 ท่านแรก เท่านั้น!!

ขอเชิญร่วมสัมมนาภายใต้กิจกรรม E-Commerce Clinic for SMEs ภูมิภาค
ในหัวข้อ “ธุรกิจไทยก้าวไกลระดับโลกด้วยพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์”
เวลา : วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2553 เวลา 9:00-16:00 น.
สถานที่: มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาผู้ประกอบการพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยการส่งเสริมการสร้างกลไกที่ก่อให้เกิดตวามรู้ความเข้าใจในการทำพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสามารถประยุกต์ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการทำการค้าในตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้จัดกิจกรรม E-Commerce Clinic for SMEs ในภูมิภาคในปี 2553 โดยมีศูนย์ดำเนินการที่จังหวัดเพชรบุรี และในครั้งนี้ทางกรมฯจึงได้สัมมนาในหัวข้อ “ธุรกิจไทยก้าวไกลระดับโลกด้วยพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์” ในวันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม 2553 เวลา 9:00-16:00 น. ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี

ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นว่าการสัมมนาในครั้งนี้เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมสัมมนาดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และกรุณากรอกเอกสารยืนยันการเข้าร่วมสัมมนา(แนบเอกสารยืนยันทางอีเมล์) พร้อมส่งกลับมาที่ โทรสาร 02-9649110 หรืออีเมล์ e-commerce@dbd.go.th
ภายในวัน พฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม 2553

download เอกสารยืนยันการเข้าร่วมสัมมนาที่นี่ (ไฟล์ MS Word)

กำหนดการสัมมนา

09.00 น. – 10.00 น. ลงทะเบียน แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน
10.00 น. – 10.15 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน
10.15 น. – 10.30 น. แถลงข่าวภาพรวม ที่มา และวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับของกิจกรรม E-Commerce Clinic for SMEs ภูมิภาค
โดย นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
10.30 น. – 10.40 น. พิธีเปิดกิจกรรมฯ
10.40 น. – 12.00 น. บรรยาย หัวข้อ “เทคนิคการทำอย่างไรให้ขึ้นหน้าหนึ่ง Search Engine” โดย
คุณสืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์ Executive online marketing บริษัท หรอยอินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการดันเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกของ Google
12.00 น. – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. – 14.30 น. เสวนาร่วม หัวข้อ “ธุรกิจไทยก้าวไกลระดับโลกด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” โดย
- คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แกรนแพลนเน็ทเอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ ReadyPlanet.com เว็บไซต์สำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และบุกตลาดโลกมาแล้ว
- คุณภูวดล กาฬะคะชา เจ้าของเว็บไซต์ www.audiocity2u.com ผู้ประกอบการ e-Commerce ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก
- ดร.วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และการค้าในตลาดโลกผ่าน e-Commerce
ดำเนินการเสวนาโดย คุณธีรเทพ สอสกุล เจ้าของเว็บไซต์ Siamnaliga.com ชุมชนนาฬิกาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
14.30 น. – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 น. – 15.30 น. เสวนาร่วม หัวข้อ “ธุรกิจไทยก้าวไกลระดับโลกด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์”(ต่อ)
15.30 น. – 15.45 น. เปิดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาซักถาม
15.45 น. – 16.00 น. เปิดให้สื่อมวลชนซักถาม พิธีกรกล่าวสรุปงาน และถ่ายภาพร่วมกัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณชวนันท์ สันตินานาเลิศ
โทรศัพท์ : 086-5067302
โทรสาร : 02-9649110
อีเมล์ : chawanun@hroyy.com

หมายเหตุ : สำหรับท่านที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ได้รับสิทธิ์ในการสำรองที่นั่งหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการการตลาดออนไลน์ (e-marketing workshop) อบรม 3 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น