วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความสวย กับการลงทุน




จากสาวสวยคนนึงเขียนถึงผู้ชายในห้องสินธร  อ่านแล้วเจ๋งดี ฮาดี ขอเอามาแบ่งปัน เผื่อยังไม่ได้อ่าน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ก่อนอื่นดิฉันขอสาบานว่าสิ่งที่ดิฉันพูดเป็นความจริงค่ะ ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ ความสูง 170 ซม. น้ำหนัก 50 กิโล ส่วนสัด 34-24-36 ผมยาว หน้าตาจัดว่าสวยมาก เซ็กซี่ มีรสนิยม ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชายรายได้สักสองแสนบาทอัพต่อเดือนสักคน คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ รายได้ประมาณสองแสนเนี้ยะแค่ชนชั้นระดับกลางๆในห้องสินธรหรือวงการตลาดหุ้นเอง ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ มีใครในพันทิพย์ ห้องสินธร นี้ที่รายได้เกินสองแสนบ้างคะ พวกคุณแต่งงานไปกันหมดหรือยัง กรุณาช่วยตอบดิฉันทีค่ะ คือดิฉันอยากแต่งงานกับคนรวยๆ อย่างพวกคุณ พวกที่ดิฉันคบด้วยนี่มีแต่พวกธรรมดาๆ รายได้อย่างมากไม่เกินสามหมื่นเอง รายได้แค่นี้จะอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ ดิฉันมีคำถามดังนี้ค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ

1. หลังจากตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักไปต่อที่ไหนกันคะ ( ชื่อร้าน , ผับ , fitness, ฯลฯ)

2. ถ้าจะแอบมองสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ

3. ทำไมคนที่แต่งงานกับคนรวยๆถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่มๆ รสนิยมห่วยๆล่ะคะ 

4.คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วยคะ'

------------------------

หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ก็มีเมล์ จากชายหนุ่มคนนึงส่งมาถึงเจ้าหล่อนว่า : 

ถึงคุณสุดสวยครับ...

หัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ และคงมีผู้หญิงหลายคนมีคำถามเดียวกันกับคุณ ขออนุญาตตอบคำถามในมุมมองของคนเล่นหุ้นแบบผมนะคับ

รายได้ของผมจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี อยู่ที่ประมาณห้าแสนบาท ต่อเดือนขาดเหลือนิดหน่อย ซึ่งก็น่าจะผ่านเกณฑ์ของคุณ ดังนั้นผมเชื่อว่าคำตอบของผม น่าจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านนะครับ

จากมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจ การที่แต่งงานโดยเลือกเฉพาะที่ความสวยเพียงอย่างเดียวนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คำตอบนั้นง่ายมาก อธิบายตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา คุณพยายามจะเน้นจุดแข็งของสินค้าคือ 'ความสวย' เพื่อแลกกับ 'เงิน'

เมื่อคุณมีความสวย และผมมีเงิน แน่นอนว่ามัน Fair และน่าจะเป็นไปได้กับโอกาสทางธุรกิจที่คุณเสนอแต่ก็ติดปัญหาที่ว่าความสวยของคุณนั้นจืดจางลงทุกวัน ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร หรือในอีกนัยหนึ่ง รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปีและเงินของผมก็สามารถนำไปให้ก่อให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้นเมื่อข้ามปี และมีแนวโน้มที่จะลดลงๆ ในแต่ละปีที่ผ่านไปเช่นกัน

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า ไม่ได้เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าความสวยคือสิ่งเดียวที่คุณมี ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร

นิยามที่เราใช้กันในตลาดหุ้น คือ ทุกๆ การ Trade มี Position การคบกับคุณก็ถือเป็น Position แต่ถ้า Value ของมันลดลง เราจะขายมันทิ้ง ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดันทุรังเก็บมันไว้ ซึ่งหมายถึงการแต่งงานที่คุณต้องการ อาจจะแทงใจดำถ้าผมต้องบอกคุณตรงๆอย่างจริงใจว่า ถ้า Value ของ Asset ลดลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะ ใช้วิธีการ 'ให้เช่าซื้อ' แทน

แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทต่อเดือนฉลาดพอ พวกเขาแค่คบคุณ แต่จะไม่แต่งงานกับคุณ

ดังนั้นจึงขอแนะนำคุณอย่างหวังดีว่าคุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงานกับคนรวย และคุณควรที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทแทนซะเอง ซึ่งในทางเทคนิคแล้วน่าจะมีโอกาสมากกว่าการหาคนรวยแต่โง่คนนึง (รวยธรรมดาอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่พร้อมด้วย)

หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณสนใจ option ในบริการ ! 'เช่าซื้อ' กรุณาติดต่อผม.... เพื่อทำ Bid offer ในโอกาสต่อไป ***** *********hahahhahahhahha


หุ้นเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี

สั่งซื้อ จาก SE-ED โดยคลิ๊ก!
เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี จับหุ้นตัวไหนเป็นต้องทะยานขึ้นทุกตัว โดยไร้เหตุผลแบบบ้าเลือด ทะลุจุดเดือด" จนมีคำกล่าวว่า "เจ้าสัวเจริญ เป็นเครื่องการันตีราคาหุ้นไปแล้ว"

 "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" จับหุ้นตัวไหนเป็นต้องทะยานขึ้นทุกตัว โดยไร้เหตุผลแบบบ้าเลือดทะลุจุดเดือดจนมีคำกล่าวว่า เจ้าสัวเจริญ เป็นเครื่องการันตีราคาหุ้นไปแล้ว นักวิเคราะห์ระดับกูรูต่างมีความเห็นตรงกันว่าใครที่ถือหุ้นเจ้าสัวไว้มีแต่รวยกับรวยไม่ว่าจะเป็น โออิชิ BJC UV GOLD หรือแม้กระทั่ง F&N หุ้นลูกครึ่งไทย สิงคโปร์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นลองมาศึกษารายละเอียดทั้งหมดดูแล้วคุณจะทราบว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะมีคำตอบให้กับคุณ

เปิดกิจการในมือ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ราชาเทกโอเวอร์เมืองไทย

เปิดชื่อกิจการในการดูแลของ “เจ้าสัวเจริญ” เจริญ สิริวัฒนภักดี ชายผู้ได้ฉายาเจ้าพ่อน้ำเมา-ราชาเทกโอเวอร์เมืองไทย หลังปิดดีลสนั่นตลาดหุ้นคว้าบิ๊กซีมาครอบครองสำเร็จ
จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจไทยตลอดทั้งวันของวันนี้ (8 ก.พ. 59) ภายหลัง นาย เจริญ สิริวัฒนภักดี หรือที่รู้จักกันในนาม “เจ้าสัวเจริญ”เจ้าของอาณาจักรทีซีซี คอร์ปอเรชั่น และไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้บรรลุข้อตกลง ทำสัญญาเทกโอเวอร์ห้างสรรพสินค้าดังอย่างบิ๊กซี จากบริษัทฝรั่งเศสภายใต้ชื่อ “คาสิโนกรุ๊ป” ด้วยมูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาทสำเร็จ ซึ่งจากดีลดังกล่าวก็ทำให้ฉายา “ราชาเทกโอเวอร์ของเมืองไทย” ชัดเจนเป็นตัวตนของ “เจ้าสัวเจริญ” มากยิ่งขึ้น
“เจ้าสัวเจริญ” มีชื่อ-นามสกุลว่า “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ชื่อจีน “โซวเคียกเม้ง” เกิดและเติบโตในย่านธุรกิจทรงวาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไชน่าทาวน์  โดยในช่วงวัยเด็ก “เจ้าสัวเจริญ” จะทำการค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ ควบคู่ไปกับการเรียนด้วย เมื่อเขา 11 ปี ได้รับจ้างเข็นรถส่งสินค้า ย่านสำเพ็ง ทรงวาด จากนั้นก็ขยับเป็นพ่อค้าหาบของขาย
ปี 2504 ได้เป็นลูกจ้างของชาวจีนที่อพยพมาอยู่เมืองไทยคนหนึ่ง ในบริษัทย่งฮะเส็ง และห้างหุ้นส่วนจำกัด แพนอินเตอร์ ที่จัดส่งสินค้าให้โรงงานสุราบางยี่ขัน และเพียงปีเดียวเขาได้เป็น ”ซัพพลายเออร์” ให้โรงงานสุราบางยี่ขันเอง นำมาสู่การรู้จักกับนายจุล กาญจนลักษณ์” ผู้เชี่ยวชาญการปรุงรสสุรา
โดยเฉพาะสูตร ”แม่โขง” และคุ้นเคยกับเจ้าสัว เถลิง เหล่าจินดา” ผู้มีอำนาจในการจัดซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างของโรงงาน โซเคียกเม้ง” กลายเป็นขุนพลคู่ใจของเจ้าสัวเถลิงในเวลาไม่นาน เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตน และมีสัมมาคารวะ กลยุทธ์ แลเคล็ดลับในการทำธุรกิจสุราจึงเป็นของเขาในที่สุด เมื่ออยู่ในวงการของเจ้าสัวแล้ว จึงได้มีโอกาสพบกับ “วรรณา แซ่จิว” หรือปัจจุบันคือ “คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี” (ภรรยาของเจ้าสัวเจริญ) บุตรสาวของเจ้าสัวกึ้งจู แซ่จิว
ปี 2518 บริษัทธารน้ำทิพย์ ผู้ผลิต “ธาราวิสกี้” ของ “พงส์ สารสิน” และ “ประสิทธิ์ ณรงค์เดช” ประสบภาวะขาดทุนและประกาศขาย กลุ่มเจ้าสัวเถลิงและ “เจริญ” จึงเข้าซื้อกิจการ ซึ่งก็คือบริษัทแสงโสมในปัจจุบัน
ปี 2529 “เจริญ” ที่ได้กลายเป็น “เจ้าสัว” ไปแล้ว ได้เข้าสู่ธุรกิจธนาคาร และการเงิน ด้วยความช่วยเหลือของ “พ่อตา” เข้าไปซื้อหุ้นในธนาคารมหานคร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ ซื้อหุ้นในบริษัทอาคเนย์ประกันภัย และอีกหลายกิจการ
ปี 2537 ซื้อกิจการกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียล ที่มีโรงแรมในเครือจำนวนมากจากนายอากร ฮุนตระกูล และจากนั้น “เจ้าสัวเจริญ” ก็ขยายธุรกิจอย่างไม่เคยหยุดยั้ง จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยมีทายาท 5 คน พร้อมสานต่อ คือ อาทินันท์ วัลลภา ฐาปน ฐาปนี และปณต ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่เป็นเลื่องลือของ “เจ้าสัวเจริญ” คือ การซุ่มซ่อนยาวนาน สะสมทุน รอคอยโอกาส ที่สำคัญ “คุณธรรมน้ำมิตร” ที่ว่า “บุญคุณต้องทดแทน” ทำให้เส้นทางของ “เจ้าสัวเจริญ” ยังมีโอกาสอีกยาวไกล
ทั้งนี้นอกจากการรวมกิจการต่างๆ ข้างต้นแล้ว “เจ้าสัวเจริญ” ก็ได้เทกโอเวอร์กิจการต่างๆ เรื่อยมาตลอดการทำธุรกิจ ซึ่งที่ฮือฮาและถูกพูดถึงมากที่สุดไม่แพ้ดีลบิ๊กซีที่ปิดไปวานนี้ (7 ก.พ. 59) นั้น ก็คือการเทกโอเวอร์ โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) ของ ตัน ภาสกรนที ปี 2549, หุ้นยูนิเวนเจอร์ (UV) ปี 2550, ตึกเนชั่น เมื่อปี 2551, และบริษัทเสริมสุข ปี 2553 เป็นต้น
ส่วนผลิตภัณฑ์ภายใต้กิจการของ “เจ้าสัวเจริญ” ที่พบเห็นกันบ่อยเป็นประจำประกอบด้วย โออิชิ (ทั้งร้านอาหาร และเครื่องดื่ม), เบียร์ช้าง , สุราแสงโสม, Blend285, แรงเยอร์, est, รวมถึงแลนด์มาร์คดังริมเจ้าพระยาอย่างเอเชียทีค ล้วนแล้วเป็นของชายที่ชื่อว่า “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ทั้งสิ้น
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก wikipedia
ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อยากเป็น VI ต้องทำอย่างไร/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร






คนที่กำลังจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังหรือคนที่ลงทุนอยู่แล้วแต่ยังใช้วิธีหรือกลยุทธ์อื่น  ถ้าอยากเป็น “นักลงทุนแบบ VI” จะต้องทำอย่างไร?

    ก่อนอื่นจะต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือ Value Investment หรือ “VI”  เพราะถ้ายังไม่ชัดเจนก็จะทำให้เราทำผิดหรือเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและนำไปสู่วิธีการที่ผิด

    หลักการของ VI ที่สำคัญจริง ๆ  ก็คือการลงทุนที่เราต้องศึกษาและวิเคราะห์หา “มูลค่าที่แท้จริง”ของ  “ธุรกิจ”  ซึ่งก็คือกระแสเงินสดทั้งหมดที่เราจะได้รับจากเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่น ๆ ในอนาคตของบริษัทตลอดไป  โดยปันผลทั้งหมดนั้นจะต้องถูกลดค่าโดยต้นทุนของเงินที่เราลงทุน  ยิ่งกระแสเงินได้รับมาช้า  การคิดลดก็จะสูง  เช่น  ปันผลในปีหน้าอาจจะถูกลดค่าลง 10%  ปันผลปีที่สองก็จะถูกคิดลด  21% และปีที่ 3 ก็ถูกคิดลด 33% เป็นต้น    เมื่อหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจได้แล้ว  เราก็เอามาเปรียบเทียบกับ  “ราคา” หุ้นของบริษัทนั้น  ถ้าราคาของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ  เช่น  30% ซึ่งเราเรียกว่า Margin of Safety สูง  เราก็ซื้อหุ้นตัวนั้น  และถ้าหุ้นตัวนั้นมีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง  เราก็จะขาย

    จากหลักการดังกล่าวก็จะพบว่าสิ่งที่คนอยากเป็น VI จะต้องทำก็คือ ข้อแรก  เขาจะต้องเรียนรู้เรื่องของ “ธุรกิจ” หรือบริษัทว่าเป็นอย่างไร  อยู่ในอุตสาหกรรมอะไร  มียอดขายเท่าไร  กำไรเท่าไร  และจ่ายปันผลหรือสามารถจ่ายปันผลเท่าไรหลังจากสิ้นปี  นอกจากนั้น  เขาจะต้องรู้ว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอแน่นอนหรือไม่  ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้  ตัวอุตสาหกรรมจะต้องไม่ตกต่ำลง  และบริษัทก็จะต้องมีความสามารถในการรักษาลูกค้าและสามารถกำหนดมาร์จินหรืออัตราการทำกำไรต่อยอดขายได้   ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องมีความสามารถในด้านการตลาดที่เหนือกว่าหรือไม่แพ้คู่แข่ง  ทั้งหมดนี้ผมเรียกมันว่า  “ความแข็งแกร่งของบริษัท”


    เรื่องต่อมาที่จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือ  การ “เติบโต” ของกิจการเพื่อที่จะมองว่า “กระแสเงินสด”  หรือกำไรและปันผลในอนาคตจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนและอีกยาวนานเท่าไร   นี่ก็เช่นเดียวกัน  เราจะต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมนั้นจะโตต่อไปอีกนานแค่ไหน  เช่นเดียวกัน  บริษัทจะโตต่อไปได้อีกมากน้อยแค่ไหน  ถ้าอุตสาหกรรมยังโตได้อีกมาก  การเติบโตก็จะง่าย   และถ้าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าคู่แข่งมากขึ้นเรื่อย ๆ  การเติบโตโดยการกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่งก็จะทำได้มากขึ้นเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  การเติบโตของบริษัทในระยะยาวเป็นสิบ ๆ  ปีแล้ว  ส่วนใหญ่ก็จะทำได้ไม่สูงมาก  บริษัทที่เป็นสุดยอดของการเติบโตก็มักจะมีการเติบโตแบบทบต้นโดยเฉลี่ยต่อปีไม่เกิน 15-20%  ยกเว้นก็เฉพาะบริษัทขนาดเล็กในอุตสาหกรรมไฮเทคที่อาจจะโตได้สูงกว่านั้น

    ความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัทนั้น  เมื่อเอามาประกอบกันก็จะกลายเป็นเรื่องของ  “คุณภาพ”  ของกิจการ  บริษัทที่แข็งแกร่งมากและโตเร็วมากผมก็จะเรียกว่าเป็น “Great Company” หรือบริษัทที่ “ยิ่งใหญ่”  บริษัทที่แข็งแกร่งมากแต่ไม่โตก็อาจจะเป็น “Good Company” หรือบริษัทที่ “ดี”   บริษัทที่ไม่แข็งแกร่งแต่โตเร็ว  อาจจะเนื่องจากบริษัทยังเล็กมากก็อาจจะเรียกว่า Growth Company หรือบริษัทที่ “โตเร็ว” เป็นต้น   โดยทั่วไปแล้ว  บริษัทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่แล้วในอุตสาหกรรมจะโตเร็วมากไม่ค่อยได้แม้ว่าในช่วงสั้น ๆ  ปีสองปีอาจจะดูว่าโตเร็วเนื่องจากเหตุผลพิเศษก็ตาม   VI จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในประเด็นเหล่านี้และแยกแยะได้ว่าบริษัทที่เราวิเคราะห์อยู่นั้นเป็นบริษัทแบบไหน


    การเรียนรู้ในด้านของธุรกิจนั้น  ต้องใช้เวลาและประสบการณ์สะสมไปเรื่อย ๆ   คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยทำธุรกิจเพราะเขารู้จักเรื่องของการตลาดและการแข่งขัน  น่าเสียดายที่นักธุรกิจบางคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่เขาคิดว่าหุ้นกับธุรกิจเป็นคนละเรื่อง  ดังนั้น  เขาจึงใช้  “ศาสตร์ของการเล่นหุ้น”  ที่มักเน้นเรื่องของการจับจังหวะและการเก็งกำไรจากเรื่องราวต่าง ๆ  มาใช้ในการลงทุน  ซึ่งทำให้เขาไม่ได้เปรียบคนอื่นในตลาดหุ้น  ส่วนคนที่ไม่เคยทำธุรกิจหรือไม่ได้สัมผัสกับธุรกิจเช่น  อาจจะเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตลาดหรือการขายหรือในด้านของบัญชีก็อาจจะเสียเปรียบและจะต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ  กลยุทธ์การตลาด  การแข่งขัน  และอื่น ๆ   นอกจากนั้น  ก็จะต้องคอยติดตามกลยุทธ์และการดำเนินงานของบริษัทอย่างสม่ำเสมอรวมถึงการสังเกตหรือสำรวจตลาด “ในสนาม”  เพื่อให้รู้ว่าบริษัทแข็งแกร่งหรือเติบโตมากน้อยแค่ไหน

    ในกระบวนการเรียนรู้เรื่องของกิจการนั้น  ประเด็นสำคัญก็คือ  เราจะต้องเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องและ “ไม่ลำเอียง”  เพราะในตลาดหุ้นนั้น  มักจะมี “อวิชชา” และ “ข่าวลวง” หรือเรื่องที่เกิดจากความ  “ลำเอียง” ของคนที่ถูกปล่อยออกมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเป็นจำนวนมาก  มากเสียยิ่งกว่าเรื่องจริงและความรู้ที่ถูกต้อง  การรับข้อมูลโดยไม่แยกแยะหรือตั้งคำถามนั้น  ในที่สุดก็จะทำให้เราเป็น VI “พันธุ์ทาง”  หรือแม้แต่เป็นเหยื่อความคิดแบบ VI   วิธีแก้ก็คือการดูว่า  “ใครคือคนพูด”  เขาน่าเชื่อถือไหม  เขามีแรงจูงใจอะไร  และเขามี Conflict of Interest หรือมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นหรือไม่  เป็นต้น  การที่จะเป็น VI ที่ดีได้จริง ๆ  นั้น  ผมคิดว่าคุณสมบัติที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ  เขาต้องไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ  และต้องตั้งคำถามเสมอ


    การเรียนรู้เรื่องต่อมาถ้าอยากจะเป็น VI ก็คือเรื่องของราคาหุ้น  การวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงตามทฤษฎีให้ถูกต้องนั้นค่อนข้างยาก  นักวิเคราะห์มักจะต้องตั้งสมมุติฐานที่มักจะห่างจากความเป็นจริงมาก  ดังนั้น  ถ้าเราใช้วิธีแบบนั้นโอกาสผิดก็จะสูงมาก  อาจจะเรียกว่า “Precisely Wrong”   ในทางปฏิบัติเราจึงมองภาพใหญ่ ๆ  และหาค่าประมาณที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือเรียกว่า  “Approximately Right” โดยใช้ค่า PE  ค่า PB  Dividend Yield และ Market Cap. เป็นต้น   ซึ่งด้วยวิธีการเหล่านี้  เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงว่าเป็นเท่าไรแน่  แต่เรารู้ว่าราคามันแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ  ในตลาดโดยเฉลี่ย  เช่น  ในภาวะปัจจุบัน  หุ้นที่มีค่า PE ไม่เกิน 17 เท่าอาจจะถือว่าไม่แพงและถ้าต่ำกว่า 10 เท่าก็อาจจะถือว่าถูก  ส่วนหุ้นที่มีค่า PE เกิน 17 เท่าก็ถือว่าแพงและหุ้นที่มี PE 30-40 เท่าขึ้นไปก็ต้องถือว่าแพงมาก  เป็นต้น

    การที่จะเป็น VI นั้น  ไม่ใช่ว่าจะต้องซื้อแต่หุ้นถูก   เราจะต้องเปรียบเทียบคุณภาพกับความถูกความแพงของหุ้น  หุ้นที่ทั้งแข็งแกร่งและเติบโตดีเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น  อาจจะแพงกว่าหุ้นอื่นทั่ว ๆ  ไปได้  เช่น  อาจจะมีค่า PE ถึง 30 เท่าก็ไม่ถือว่าแพง  แต่ถ้าหุ้นมีราคาคิดเป็นค่า PE ถึง 50-100 เท่า โดยที่ไม่ได้เป็นหุ้นตัวเล็กจิ๋ว  แบบนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มและคนที่เป็น VI ก็มักจะไม่สนใจซื้อ  ตรงกันข้าม  หุ้นที่มีค่า PE เพียง 10 เท่าที่ถือว่ามีราคาถูกมากนั้น  ก็อาจจะไม่คุ้มที่จะซื้อถ้าคุณภาพของกิจการ “แย่มาก”  เพราะไม่แข็งแกร่งและกำลังถดถอย  เป็นต้น

    ความสามารถของ VI นั้น  จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ตลอดเวลาและสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ  สิ่งที่จะบอกว่ามีความก้าวหน้าก็คือ  ความสามารถในการวิเคราะห์ตัวกิจการหรือบริษัทได้ถูกต้อง  นั่นคือ  ความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัท—ในระยะยาว   ความสามารถประการที่สองก็คือ  การซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงมากพอ  นั่นก็คือ  ซื้อในราคาที่มีค่า PE หรือมาตรวัดอื่น ๆ  ที่เหมาะสมหรือถูกมาก   และนี่ก็คือศิลปะของ VI แต่ละคน  และก็มักจะกลายเป็น “สไตล์” ที่แตกต่างกัน   แต่ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหน  จำไว้ว่า VI ที่แท้จริงนั้น  จะไม่ซื้อหุ้นที่แพงเกินคุณภาพโดยเด็ดขาด   ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูว่าในชีวิตของวอเร็น บัฟเฟตต์นั้น  เขาจะไม่ซื้อหุ้นที่แพงเกินไปเลย  เขาอาจจะซื้อหุ้นไฮเท็คแบบ แอปเปิลหรือ IBM แต่ก็ซื้อในยามที่มันไม่แพง  เขาอาจจะซื้อหุ้นบริษัทรถไฟที่อาจจะไม่โตหรือกำลังถดถอย  แต่มันก็ไม่แพง  บางครั้งเขาก็เล่นพวก Derivative  ถ้ามันไม่แพง  พูดง่าย ๆ  VI สามารถและก็ลงทุนได้ทุกอย่าง  บางครั้งก็ลงทุนสั้น ๆ  ด้วยก็ได้  สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ VI  สิ่งเดียวที่จะแสดงว่าเขาอาจจะไม่ใช่ VI ก็คือ  เขาลงทุนในหุ้นที่ “แพงจัด” หรือแพงเกินไปอยู่บ่อย ๆ


สั่งซื้อ !!!
กฎการเล่นหุ้นในปีทองของกูรูด้าน Value Investment ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่จะทำให้คุณไม่หลงไปกับดัชนีตลาดและเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง
ผู้เขียนดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ราคาพิเศษ 122 บาท
สั่งซื้อ !!!
ลด10%
ศิลปะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผันผวนและดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนยาวนาน
หนังสือ
220.00 บาท
198.00 บาท
e-books(EPUB) ?
159.00 บาท
e-books(PDF) ?
159.00 บาท
audio CD
195.00 บาท
audiobooks ?
111.20 บาท
ผู้เขียนดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ของปลอมในตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร




รวมบทความอันทรงคุณค่ากว่า 60 บทความ ซึ่งได้รับการจัดทำขึ้นในโอกาสที่ผู้เขียนมีอายุครบ 60 ปี ซึ่ง "ให้แนวคิดและหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าครบทุกด้าน" เพียงพอต่อการที่จะใช้ในการลงทุนแบบ VI อย่างมุ่งมั่นได้ และแม้ว่าช่วงเวลาที่เขียนจะแตกต่างกัน และบางบทความอาจจะถูกเขียนไว้เมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่นั่นก็ไม่ทำให้เกิดความล้าสมัยแต่อย่างใด นับเป็นหนังสือคลาสสิกอีกเล่มในแวดวงการลงทุนที่นักลงทุนแบบ VI ไม่ควรพลาด! ... สั่งซื้อ SE-ED ราคาพิเศษ!!!

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
14 July 2018

สองสามสัปดาห์ก่อนมีข่าวบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งแจ้งว่าสต็อกสินค้าของบริษัท “หายไป”  หรือไม่มีตัวตนตามที่ลงบัญชีไว้คิดเป็นเงินประมาณกว่าสองพันล้านบาท  ข่าวนั้นทำให้หุ้นของบริษัทตกลงไปกว่า 20% ในวันเดียวและทำให้ CEO ต้องประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ  ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน  บริษัทจดทะเบียนอีกสองสามแห่งก็มีราคาตกลงมากว่า 20% บางตัวลดลงถึง 50% โดยไม่มีสาเหตุชัดเจนมาก  แต่หลังจากนั้นก็มี “ข่าวลือ” ออกมาว่าบริษัทมีการทำ  “ออร์เดอร์ปลอม” เพื่อที่จะทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมากก่อนที่เจ้าของจะขายหุ้นออกไปทำกำไรมหาศาล  ข่าวลือนั้นถูกปฎิเสธอย่างสิ้นเชิงโดยผู้บริหารและผมไม่รู้ว่าจะมีใครสืบสวนหรือทำอะไรต่อไปหรือไม่  แต่นักลงทุนจำนวนมากก็ขาดทุนกันอย่างหนัก  ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นโดยรวมคงไม่แตกต่างกัน  และนี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ากรณีที่เกิดการฉ้อฉลหรือแม้แต่ข่าวลือว่ามีการฉ้อฉล  หุ้นนั้นก็มักจะเกิด  “หายนะ”  คนที่เข้าไป “เล่น” ก็มักจะเสียหายหนัก

    ผมเองคงไม่พูดถึงกรณีที่เกิดขึ้นนั้นมากนักเพราะเรื่องราวต่าง ๆ  ยังไม่กระจ่างชัดว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ  แต่อยากจะยกกรณีของหุ้น  “ในตำนาน” ตัวหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ  กันนั่นก็คือหุ้นของบริษัทอเมริกันเอ็กเพรสหรือ AMEX ที่บัฟเฟตต์เคยเข้าไปซื้อหลังจากเกิดเรื่องและทำกำไร “มโหฬาร” จนกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนของบัฟเฟตต์และก็ยังเป็นบริษัทที่บัฟเฟตต์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในวันนี้

    ในปี 1962-63 เอเม็กซ์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ได้เริ่มเข้าไปทำธุรกิจให้กู้กับธุรกิจคลังสินค้าโดยที่บริษัทจะให้กู้โดยเอาสินค้าซึ่งเป็นโภคภัณฑ์ที่เก็บไว้ในคลังสินค้าของลูกค้าเป็นหลักประกัน   ในช่วงเวลานั้น  ผู้ค้าน้ำมันพืชรายใหญ่คนหนึ่งคือ Anthony De Angelis หรือ “Tino” อดีตพ่อค้าส่งออกอาหารไปยุโรปผู้เคยมีประวัติ “ไม่ค่อยดีนัก” ในเรื่องของการส่งสินค้าต่ำกว่ามาตรฐานที่ตกลงกันไว้  กำลังพยายามปั่นราคาน้ำมันถั่วเหลืองในตลาดฟิวเจอร์ของอเมริกาอยู่   พอเอเม็กซ์เริ่มเข้ามาปล่อยกู้ในตลาด  เขาก็มองเห็นโอกาสที่จะทำกำไรมหาศาลโดยการกู้เงินจำนวนมากจากเอเม็กซ์แล้วนำเงินนั้นมา  “Corner” หรือซื้อน้ำมันถั่วเหลืองจนหมดตลาดเพื่อดันราคาน้ำมันให้ขึ้นไปสูงลิ่ว


    การกู้เงินของ Tino นั้น  เนื่องจากเขาไม่มีหลักประกันเพียงพอ  สิ่งที่เขาทำก็คือ  เขาเติมน้ำเข้าไปในแท้งค์แล้วเติมน้ำมันถั่วเหลืองซึ่งเบากว่าลอยปิดหน้าซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ามีน้ำมันถั่วเหลืองเต็มแท้งค์ทุกใบ  โดยรวมแล้ว  เขามี “น้ำมันปลอม” คิดเป็นเงินถึง 175 ล้านเหรียญซึ่งถ้านับมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 1,450 ล้านเหรียญหรือประมาณ 50,000 ล้านบาท    โชคไม่ดี  ปริมาณน้ำมันที่เก็บอยู่ในแท้งค์นั้นมีคนเริ่มพบว่ามันมีมากกว่าปริมาณน้ำมันของผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองทั้งหมดซึ่งแสดงว่าน้ำมันในแท้งค์นั้นเป็น  “ของปลอม”  ข่าวนั้นออกมาทำให้  “วงแตก”  เอเม็กซ์เข้าไปตรวจสอบและพบว่าสต็อกนั้นไม่มีจริง  ราคาน้ำมันถั่วเหลืองในตลาดฟิวเจอร์ร่วงลงหนัก  Tino ขาดทุนจนต้องล้มละลาย  หนี้ของเอเม็กซ์กลายเป็นหนี้สูญ  เอเม็กซ์เสียหายอย่างหนัก  ราคาหุ้นเอเม็กซ์ร่วงลงกว่า 50%

    วอเร็น บัฟเฟตต์ วิเคราะห์แล้วพบว่าธุรกิจของเอเม็กซ์ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดบัตรเครดิตนั้นยังแข็งแกร่งมากและน่าจะรับกับความเสียหาย  “ครั้งเดียว”  ครั้งนี้ได้  แต่ราคาหุ้นตกลงมามากเกินไป  คำนวณแล้วต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของเอเม็กซ์มาก  เขาตัดสินใจใช้เงินน่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งพอร์ตซื้อหุ้นเอเม็กซ์  มันเป็นการ  “ตีแตก”  ที่ใหญ่ที่สุดของบัฟเฟตต์   เขาทำกำไรมหาศาลและกลายเป็นศาสตร์แห่งการลงทุนที่เป็นยี่ห้อหรือซิกเนเจอร์ของบัฟเฟตต์ที่ว่า  “โอกาสการลงทุนที่ดีเยี่ยมที่สุดก็คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่ยิ่งใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายครั้งเดียวที่แก้ไขได้ในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ”


    เมื่อพูดถึงเรื่องของ Fraud หรือ Scandal หรือเรื่องของการโกงหรือความฉาวโฉ่และพูดถึงกรณีของเอเม็กซ์แล้ว  คนอาจจะคิดว่าผมกำลังบอกว่าให้พิจารณาเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทยเหล่านั้นเมื่อราคาหุ้นตกลงมามากแล้ว  แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ  กรณีของเอเม็กซ์นั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิมและเป็นธุรกิจหลักที่ “ยิ่งใหญ่” ซึ่งก็คือธุรกิจบัตรเครดิตที่บริษัทเป็นผู้นำและคนอเมริกันต่างก็ใช้กันอย่างกว้างขวาง  น้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้ทำน้ำมันสลัดและการปล่อยกู้ของเอเม็กซ์นั้นเป็นเรื่อง “ครั้งเดียวจบ”  แต่ถ้าเป็นเรื่องฉาวโฉ่ในธุรกิจหลักอย่างในกรณีของหุ้นเทสโก้ที่บัฟเฟตต์เคยลงทุนเหมือนกันนั้น  มักเป็นเรื่องที่เข้าทำนอง  “แมลงสาบมักจะไม่ได้มีตัวเดียว”  ดังนั้นถ้าเกิดขึ้นแล้ว  แทนที่จะเข้าซื้อเราอาจจะต้องขายอย่างในกรณีของหุ้นเทสโก้ที่ในที่สุดบัฟเฟตต์ก็ต้องขายหุ้นทิ้งทั้งหมด  เพราะเขาคิดว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวและเป็นเรื่องที่ “แก้ไขไม่ได้” โดยเฉพาะถ้ามันเป็นเรื่องของการบริหารและผู้บริหารที่ไม่น่าไว้วางใจ

    กลับมาที่หุ้นไทย  ประเด็นที่จะต้องระวังก็คือ  ราคาหุ้นนั้นแม้ว่าจะตกลงมามาก  แต่ราคาก็ยังสูงมากเมื่อเทียบกับราคาหุ้นก่อนที่จะขึ้น  ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีเอเม็กซ์ซึ่งหุ้นของบริษัทก่อนเกิดเรื่องนั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นผิดปกติ  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  “โอกาสซื้อที่ยิ่งใหญ่” นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์ดูถึงมูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นของตัวธุรกิจหลักว่าควรจะมีค่าเท่าไรเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมา  ในกรณีของเอเม็กซ์นั้น  ผมคิดว่าเอเม็กซ์ในช่วงนั้นน่าจะกำลังเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก”  เหตุผลก็เพราะว่าในปี 1963 นั้น  บัตรเครดิตยังเป็นของใหม่ที่มีคนใช้ไม่มาก  การเติบโตน่าจะมีมหาศาลและเอเม็กซ์เป็นผู้นำที่โดดเด่นมาก  ผมเองยังจำได้ว่าเมื่อผมไปอเมริกาครั้งแรกสมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว  ผมต้องซื้อเช็คเดินทางของเอเม็กซ์  แต่ Market Cap. ของบริษัทในช่วงที่บัฟเฟตต์เข้าซื้อนั้นดูเหมือนว่าจะเล็กมากจนบัฟเฟตต์สามารถซื้อจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ทั้ง ๆ  ที่พอร์ตของบัฟเฟตต์ยังไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

    อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของสถานะของบริษัทที่เราจะต้องดูว่ามันดีหรือเป็นระดับ  “ซุปเปอร์สต็อก”  หรือไม่?  นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ   ในกรณีของหุ้นเอนรอนบริษัทพลังงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ “ฉาวโฉ่” ที่ผู้บริหารมีการแต่งบัญชีหรือทำ “รายการปลอม”  และราคาหุ้นตกลงมามากนั้น  ก่อนที่จะเกิดเรื่องก็ได้รับการกล่าวขวัญกันมากว่าเป็นหุ้นระดับ  “ซุปเปอร์สต็อก”  ที่โตเร็วและกำไรดีมาก  โดยที่ไม่รู้ว่าที่จริงสิ่งที่เห็นนั้นมันเป็น  “ของปลอม”  ถ้าเราไปซื้อหุ้นเอนรอนที่เราคิดว่าตกลงมามากแล้ว  สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ  มันล้มละลายและหุ้นกลายเป็นศูนย์  ว่าที่จริงหุ้นไทยหลายตัวก็มีลักษณะคล้าย ๆ  กับหุ้นเอนรอน  หลายตัวถูกพักการซื้อขาย  และในอนาคตก็อาจจะกลายเป็นศูนย์เหมือนกัน

    กล่าวโดยสรุปก็คือ  ถ้าเราพบหุ้นที่มีราคาทิ้งดิ่งลงมาเนื่องจากเหตุการณ์ที่พบหรือคนสงสัยว่าเป็นเรื่องของความฉาวโฉ่หรือเป็น  “ของปลอม” นั้น  อย่าไปคิดว่ามันเป็น “โอกาสซื้อที่ยิ่งใหญ่”  ว่าที่จริงโอกาสที่จะเกิดแบบนั้นมีน้อยมาก  ในชีวิตเราน่าจะมีไม่กี่ครั้ง  การวิเคราะห์เองก็ไม่ง่าย  ที่สำคัญก็คือ  เป็นเรื่องยากที่จะ “Un-learn”  หรือถอนความทรงจำและการเรียนรู้ของเราต่อตัวหุ้นที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ  นี้  นั่นก็คือ  ถ้าเรามีภาพที่ดีต่อตัวหุ้นก่อนเกิดเหตุการณ์  เราก็อาจจะคิดว่าในที่สุดบริษัทก็จะดีขึ้นเหมือนเดิม  เราไม่สามารถเห็น “ภาพใหม่”  ที่อาจจะถูกต้องเป็นจริงมากกว่า  นี่อาจจะต้องใช้เวลาให้สมองของเราค่อย ๆ  ซึมซับภาพใหม่ที่ทยอยเกิดขึ้น  และเมื่อถึงวันนั้นเราก็จะสามารถมองบริษัทหรือหุ้นได้ถูกต้องและไม่ลำเอียง  ซึ่งสำหรับบางคนแล้ว  มันก็อาจจะช้าเกินไป  แต่สำหรับผมแล้ว  ไม่มีอะไรช้าเกินไปสำหรับการลงทุน  สำหรับผมแล้ว  “เสียดายดีกว่าเสียใจ” ถ้าตัดสินใจเร็วแล้วผิดพลาด


วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ต้องระมัดระวัง Top 10 กล้องจิ๋ว กล้อง usb กล้องสายลับ กล้องแอบถ่าย!!!




กล้องจิ๋ว กล้อง usb กล้องสายลับ 

กล้องแอบถ่าย

โดย Zeed Spy Intelligent Shopee

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ การติดตาม หรือกล้องแอบถ่ายซึ่งเทคโนโลยี่ได้รุดหน้า
ไปอย่างรวดเร็วมากๆ และราคาก็ถูกลงมาก

โดยปกติธรรมดาของมนุษย์เราแล้วนะครับ มนุษย์คือกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่รักสงบ แต่ถ้าถูกความอยุติธรรมเข้ามากระทำ 
เราก็จะต้องดิ้นรนหรือทำให้เรื่องนั้นๆเป็นไปในทางที่ชอบหรือ ถูกต้องที่สุดให้ได้

ดังเรื่องของ บริษัท หนึ่งที่เปิดกิจการมาเพื่อทำธุรกิจการค้าเกี่ยวกับ ไฟแช็ค เป็นไฟที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ตาม
แต่ใจเราต้องการ สามารถนำไปสร้างประโยชน์ก็ได้ หรือทำให้เกิดโทษมหันต์เลยก็ย่อมสามารถทำได้ขึ้นอยู่กับ
ผู้ใช้ว่าจะนำไปสร้างหรือทำลายอะไร ไม่น่าเชื่อว่า ไฟแช็ค อันเล็กๆธรรมดาๆ นี้แหละที่เป็นต้นเรื่อง

วันหนึ่ง ผู้บริหาร ของบริษัท ไฟแช็ค ต้องการทำให้โรงงานของตนเองมีมาตราฐานที่คุมเข้มขึ้น จึงได้สั่งซื้อ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิค ทั้งกล้องแอบถ่าย เครื่องแสกนโลหะ และอุปกรณ์หลายๆอย่าง จากทางร้านของเราและ
ทำการตรวจสอบอย่างลับๆโดยไม่เปิดเผยให้ใครทราบเลย เป็นระยะเวลา 1 เดือน ผลที่ได้ออกมา แทบไม่น่าเชื่อว่า
ผลออกมาจะเป็นตามที่คาดการ เอาไว้

โดยเฉลี่ยแล้วพนักงานจะแอบนำไฟแช็คติดตัวกลับออกไปด้วย แต่ก็สามารถให้เหตุผลว่า ลืม หรือ ไม่จงใจเป็นส่วนมาก
แต่หลักฐานสำคัญที่สามารถเอาผิดได้อย่างชะงัดเลยก็คือ (ภาพจากกล้องสายลับหรือกล้องจิ๋ว) เพราะพฤติกรรมที่
แสดงผ่านกล้องออกมาน้ัน มันตรงข้ามกับคำว่าไม่จงใจนำกลับ หรือ ลืมติดมือมาได้ ด้วยกล้องตัวจิ๋วนี้แหละที่เป็น
ตัวการให้กับผู้ประกอบการสามารถตรวจจับพฤติกรรมที่อาจจะเป็นภัยต่อ บริษัท หรือ พนักงานคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้จัดการท่านนี้ก็กลับมาซื้ออุปกรณ์ที่ร้านของเราอีกและเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟังอยู่เป็นระยะๆ 
เราอาจจะไม่คาดคิดว่าของที่ราคาไม่กี่ สตางค์ เหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ซักเท่าไหร่ หรือก่อให้เกิดโทษซักเท่าใด
แต่ถ้ามันตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีเมื่อไหร่ ของชนิดนี้ก็อาจจะกลายเป็นตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิด
เรื่องราวต่างๆที่เราอาจจะไม่คาดฝันเลยก็เป็นได้ เช่นกัน ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้ากล้องสายลับ
ของทางร้านเราที่ทำงานได้
ตรงตามเป้าหมายและมีประสิทธิ์ภาพอย่างสูงสุด ประทับใจทั้งคนซื้อ ถูกใจทั้งผู้ขาย แต่ถ้านำไปใช้ในการที่ไม่ดี 
ก็ต้องเป็นอุทาหรณ์ ให้สุภาพชนต้องระมัดระวัง ตามคลิปข่าวด้านล่างนี้


VDO สติข่าว ไม่อยาก! โดนแอบถ่าย รู้ทันภัย ก่อนตกเป็นเหยื่อโดนแอบถ่าย

ภัยใกล้ตัวของเราน้ันมีมากมายหลายรูปแบบ แม้กระทั่งบางครั้งในห้องน้ำอาจจะเป็นที่
ไม่ปลอดภัยก็ได้ ล่าสุด มีหนุ่มนักศึกษาแพทย์โพสต์ หลังเจอกล้องแอบถ่ายอยู่ในห้องน้ำชาย
เราจะมีวิธีหรือสังเกตอย่างไรว่าอุปกรณ์ต่างๆในห้องน้ำจะมีกล้องจิ๋วซ่อนอยู่หรือไม่
พบกับช่วงสติข่าว
———————————————
ดูฟรี คมชัด ทั่วไทย กับ #one31 ช่องวันของคุณ ทั้งวัน ทุกวัน รับชมทางทีวี กด หมายเลข 31

———————————————

มาดูกันว่า อุปกรณืที่กล่าวมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ราคาถูกๆ มีตั้งแต่ ร้อยกว่าบาทขึ้นไป
ไม่น่าเชื่อใช่ปล่าว

1. ปากกากล้องกล้องถ่ายวิดีโอที่ซ่อนแป้นมินิบันทึกวิดีโอ DVR สีทอง Mini Usb Interface
มาดูรูปภาพ และ วิธีการใช้งาน จาก VDO ZeedSpyShop ด้านล่างนี้ 
ราคาพิเศษเพียง 191 บาท จาก 637 บาท มีจำนวนจำกัด ศึกษาเพิ่มเติม!!!


VDO วิธีการใช้ กล้องปากกา usb ราคาประหยัด

2. กล้องสายลับ วงจรปิด รูปทรง Power Bank H8 Wifi IP Camera 
FULL HD 1080P ราคาพิเศษเพียง 1,198 บาท จากเดิม 1,999 บาท 
จำนวนจำกัด ศึกษาเพิ่มเติม!!!
VDO วิธีใช้งาน กล้องสายลับ วงจรปิด รูปทรง Power Bank H8 Wifi IP Camera

3. กล้องงู USB ต่อมือถือ android รุ่น ZY72 (7mm) ยาว 2 m กล้องจิ๋วกล้องส่องท่อ 
กล้องส่องที่แคบ สำหรับ ซ่อมแอร์ ซ่อมรถ
ราคาเพียง 339 บาท จากเดิม 999 บาท จำนวนจำกัด ศึกษาเพิ่มเติม!!!



  • จุดเด่นของกล้องงูตัวนี้ คงหนีไม่พ้นการใช้งานที่สะดวกและใช้งานได้ทั้ง PC 
  • และ Smartphone Android
  •  สำหรับการใช้งานใน PC ก็ใช้งานได้อย่างดี ภาพชัด และสอดส่องได้อย่างดี
  • เชื่อมต่อง่าย ใช้งานสะดวก เพียงเสียบสายเชื่อมต่อที่เป็น USB สำหรับต่อคอมพิวเตอร์
  • ก็ใช้งานได้ทันที ใช้งานผ่านโปรแกรมได้อย่างดี บันทึกได้ทั้งภาพนิ่ง และวีดีโอ
  • ที่ความชัด 640x480 p รองรับ windows 2000/XP/vista/7 
  • สำหรับการใช้งานใน SmartPhone เรียกได้ว่า สะดวกสุดๆ
  • เพราะแค่เพียงลงแอพที่สมาร์ทโฟน และเสียบตัวกล้องงูกับ SmartPhone
  • ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ข้อดีที่เห็นได้ชัดคงจะเป็น ความสะดวกในการพกพาไป
  • ตามสถานทีต่างๆ
  • ออกทำงานนอกสถานที่ ออกหน้างาน หรืออื่นๆก็ตอบโจทย์การใช้งานสุดๆ
  • พร้อมทั้งสามารถบันทึกภาพนิ่งและภาพวีดีโอได้อย่างดี ที่ความชัด 640x480 p

VDO วิธีการใช้ กล้องงู USB-android ZY-72 Android+PC (7mm) 2M 

  •  **Smartphone ที่ใช้จะต้องรองรับระบบ OTG Function และการต่อกล้องภายนอกได้  หากต้องการเช็คว่า smartphone รองรับหรือไม่ ให้ Search ที่ Apps Store เลือกแอปพลิเคชั่น 
  • OTG? เพื่อทำการตรวจสอบ **

4. Mini Wifi P2P กล้องวงจรปิดจิ๋ว WIFI ไร้สาย 720P HD Security Hidden Camera 
Motion Detective
ราคาพิเศษเพียง 960 บาท จากเดิม 1,490 บาท ของมีจำนวนจำกัด สั่งซื้อเพียงคลิ๊ก!!!





VDO วิธีใช้งานจาก Spy HiTech

ชุดกล้องวงจรปิดไร้สาย Mini Wifi Security Hidden Camera Motion Detective 
ส่งสัญญาณภาพด้วยระบบ Wireless WIFI ตัวต้องใช้หลักการปล่อยสัญญาณ wifi และ
ใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อม wifi ของกล้องเพื่อรับภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าว โดยจะส่งภาพ
มายังหน้าจอโทรศัพท์มือถือ กล้องใช้ได้ทั้งโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Android และ IOS 
โดยผ่าน แอปพิเคชั่น ให้ดาวน์โหลด แอปพิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถือ ชื่อ ว่า " 9527 " 
และใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาสัญญาณ wifi ของตัวกล้อง และให้เชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับ
สัญญาณ wifi ของกล้องที่ค้นเจอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถควบคุม กล้องจิ๋วตัวนี้ไม่ว่าจะ
เป็นการถ่ายภาพ หรืออัดวีดีโอ และสั่งให้บันทึกและเรียกดูภาพที่บันทึกไว้ได้ผ่านโทรศัพท์
มือถือของท่าน ตัวกล้องจะมีขนาดเล็กอุปกรณ์น้อยชิ้น จึงง่ายต่อการซุกซ่อน งานสายลับ 
ตลอดจนงานรักษาความปลอดภัย จับผิดพนักงาน โดยสามารถนำกล้องไปวางในภูมิประเทศ
ต่างๆ ได้ง่ายเป้าหมายจะไม่ทันรู้ตัว ตัวกล้องมีแบตเตอร์รี่ในตัว และยังมี Post USB เชื่อมต่อ สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์จ่ายไฟ power bank ขณะที่กล้องทำงานได้ 

5. Mini Car Key DVR Video Camera CAM Micro Hidden Key Chain SecurityRecorder


กล้องแอบถ่าย,กล้องแอบถ่ายไร้สาย กล้องจิ๋ว,กล้องจิ๋วไร้สาย มีบริการเก็บเงินปลายทาง ของแท้นำเข้า100% ราคาถูกสุดในไทย ส่งเร็วส่งไวทั่วประเทศ
ราคาพิเศษ 259 บาท จากเดิม 518 บาท ศึกษาเพิ่มเติม!!!

VDO วิธีการใช้ กล้องแอบถ่าย ในรูปแบบ รีโมทรถยนต์

6. Inspy กล้องนาฬิกา ตั้งโต๊ะ กล้องนาฬิกาปลุก กล้องจิ๋ว กล้องนักสืบ กล้องแอบถ่าย
...ราคาพิเศษ 845 บาท จากเดิม 1990 บาท ศึกษาเพิ่มเติม!!!




VDO วิธีการใช้
VDO แสดงผลการใช้งาน

7. Inspy กล้องไม้แขวนเสื้อ กล้องจิ๋ว กล้องนักสืบ กล้องแอบถ่าย...ราคาพิเศษเพียง 750 บาท
จากเดิม 990 บาท ...ศึกษาเพิ่มเติม!!!



8. Inspy กล้องนาฬิกา นาฬิกาข้อมือ อินฟาเรด (8 GB) Full HD (สีดำ) กล้องจิ๋ว กล้องนักสืบ 
กล้องแอบถ่าย แบบนาฬิกา ซึ่งออกแบบมาดเก๋ไก๋ ...ราคาเพียง 1,369 บาท 

VDO วิธีการจากจาก ZeedSpy

9. Inspy กล้องเข็มกลัด กล้องนักสืบ กล้องแอบถ่าย กล้องจิ๋ว...ราคาพิเศษ 740 บาท
จากเดิม 1,500 บาท ศึกษาเพิ่มเติม!!!


VDO วิธีการใช้ กล้องกระดุม


10. กล้องจิ๋ว ขวดน้ำ HD1080P ราคาพิเศษ 1,299 บาท จากเดิม 1,699 บาท


VDO วิธีการใช้ กล้องขวดน้ำจาก ZeedSpy